วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ตุ๊กแกเสือดาว" สีสด ลายสวย




สวัสดีครับในฉบับนี้ผู้เขียนก็ขอคุยถึงเรื่องของเจ้าตุ๊กแกสีสันสวยงามตัวก่อนแล้วกันครับ

          แม้ภายในจิตใจจะโปรดปรานการเลี้ยงสัตว์ แต่หากสถานที่ไม่เอื้ออำนวย ขาดความรู้หรือไม่มีเวลาเพียงพอต่อการดูแลเอาใจใส่เจ้าสัตว์เลี้ยงแสนรักตัวนั้น ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะนอกจากจะทำให้ลำบากกายไม่สบายตัวทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังอาจเป็นเรื่องเสี่ยงถึงชีวิต...ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวน้อยหรือตัวใหญ่ก็ตาม

          ดังนั้น การเลือกสัตว์ที่ชื่นชอบมาเลี้ยงสักตัว จึงจำเป็นมากที่ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของสัตว์ที่สอดคล้องกับสภาพของผู้ เลี้ยง อย่างเช่น หากชอบเลี้ยงสุนัขพันธุ์ขนาดใหญ่ ก็ต้องมีพื้นที่มากพอ หรือหากรู้ตัวว่าชอบอยู่เงียบๆ ก็ต้องเลือกเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ส่งเสียงรบกวนมากนัก เหมือนกับ คุณรัฐกิจ จันทรสีมา หรือ คุณรัฐ หนุ่มสถาปนิกผู้ชื่นชอบสัตว์เสียงเบาไม่กวนใจอย่างสัตว์เลี้ยงประเภท "สัตว์เลื้อยคลาน" (Reptile)

          "สัตว์กลุ่มนี้แค่ไม่เห่าก็น่าสนใจแล้ว มันกลายเป็นสัตว์อีกหนึ่งทางเลือก แล้วแต่ความเหมาะสมและความสนใจของแต่ละคน สัตว์ทุกชนิดมันมีความเด่นของมันหมด อย่างหมาก็มีอะไรที่น่าสนใจมากมาย มีตั้งหลายสายพันธุ์ และแต่ละพันธุ์ก็มีพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเราชอบเพื่อนขี้เล่นก็เลี้ยงโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ถ้าไม่ชอบให้สนามเสียหาย ก็ต้องไม่เลี้ยงพันธุ์ที่มันชอบขุดดิน คนชอบแมวก็มีแมวให้เลือกตั้งมาก แมวไทยก็มี แมวนอกก็มี แถมยังมีตั้งหลายสี มีสีใหม่ๆ เข้ามาให้เลือกเลี้ยง อย่างผมไม่สะดวกเลี้ยงหมาก็ต้องหาสัตว์อะไรที่เหมาะกับชีวิตของเรา"

          คุณรัฐ เลือกเลี้ยงสัตว์ประเภทงู และกิ้งก่า แต่ชนิดที่เขาโปรดปราน มีจำนวนมากถึง 80 ตัว ทั้งยังสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้เอง ก็คือ "ตุ๊กแกเสือดาว" (Leopard Gecko)

          "ตุ๊กแกเสือดาว มันเข้ากับชีวิตคนทำงานดีนะ มันหากินกลางคืน ตื่นเช้ามาผมก็ออกไปทำงานปกติ มันก็นอนไป พอกลางคืนกลับมาก็ให้อาหาร ทำความสะอาด มันก็สบายดี แต่ถ้าอย่างกิ้งก่าเบี๊ยดดรากอน หรือกิ้งก่าคามิลเลี่ยน ต้องพาไปตากแดด ต้องมีเวลาดูน้ำ ดูอุณหภูมิ ต้องมีเวลาเอาใจใส่ แต่ผมไม่มีเวลาอยู่บ้านมากนัก ตุ๊กแกเสือดาวมีพฤติกรรมที่เป็นสัตว์หากินกลางคืน เหมาะกับช่วงเวลาที่สามารถดูแลของผมได้"

          คุณรัฐ อธิบายต่อถึงสัตว์เลี้ยงชนิดนี้ว่า ตามธรรมชาติแล้ว ตุ๊กแกเสือดาว มีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณทะเลทรายของประเทศอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดียตะวันตก มีเปลือกตาหนา เพื่อป้องกันฝุ่นละอองตามธรรมชาติ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดยาวประมาณ 9 นิ้ว ตัวผู้มักมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย แต่บางสายพันธุ์มีขนาดยาวถึง 11 นิ้ว แต่เท้าทั้งสี่นั้นเป็นเล็บแหลมคล้ายกิ้งก่า เพื่อใช้สำหรับการปีนป่าย ต่างจากตุ๊กแกชนิดอื่นๆ ที่มีเท้าเป็นผพังผืด ส่วนหางที่อวบอ้วนของมันยังเป็นตัวช่วยในการเก็บสารอาหารและน้ำดื่มไว้ใช้ ได้อย่างสม่ำเสมอ






          เหตุที่ตุ๊กแกเสือดาวเป็นที่แพร่หลายในกลุ่มผู้ นิยมเลี้ยงสัตว์แปลกในปัจจุบัน เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถจับต้องได้และเชื่องกับเจ้าของ แต่ความโดดเด่นสะดุดใจคนเลี้ยงมากที่สุดก็คือ สีสันและลวดลายคล้ายเสือดาวของมัน ซึ่งจากการพัฒนาสายพันธุ์ของผู้เลี้ยง สร้างตุ๊กแกเสือดาวหลากหลายชนิดตามลักษณะสีผิว ลวดลาย และสีของดวงตา โดยสายพันธุ์ที่นิยมในต่างประเทศและเป็นที่รู้จักในเมืองไทย คุณรัฐได้ยกตัวอย่าง เช่น

           RAPTOR มาจาก R=Ruby eye A=Albino P=Patternless T=Tremper OR= Orange ลักษณะเด่นของมันคือ ตาแดง ไม่มีจุด ตัวเป็นสีส้ม หางเป็นสีส้ม

           APTOR มาจาก A=Albino P=Patternless T=Tremper OR= Orange ลักษณะเด่นคล้ายกับ RAPTOR จะต่างกันก็ที่สีตาไม่แดง ซึ่ง RAPTOR เกิดจากการพัฒนาของ APTOR นั่นเอง

           Eclipse พวกนี้เกิดจากการพัฒนา APTOR มีตาสีดำและจุดที่ตัว จะเป็นหม่นๆ สีเทาๆ

           Snow มีลักษณะ ลำตัวขาว และมีจุดดำ ตอนเล็กๆ จะเห็นได้ชัดเจน โตขึ้นมาอาจจะมีสีเหลืองปน

           Bell albinoเเละ tremper albino นั้น เป็น albino หรือตุ๊กแกเผือกทั้งคู่ แต่เกิดจากคนที่ค้นพบที่ต่างกัน bell albino จะมีสีที่เข้มกว่า และนัยน์ตาอมแดงกว่า นอกจากนี้ ยังมี rainwater albino ซึ่งออกสีขาวมากกว่า

           Tangerine เป็นตุ๊กแกลำตัวสีส้ม แต่หากไม่มีจุดที่ลำตัวเเละหัว หรือมีเพียงจุดที่หางเท่านั้น เรียก super hypo tangrerine

           Blizzard เป็นตุ๊กแกตัวสีขาวเทาและตาดำ แต่ใน blazing blizzard นั้น จะมีสีขาว เเละตาอมแดง

           Pattemless พวกนี้จะไม่มีลายและจุด และลำตัวออกสีเหลือง

           Normal เป็นตุ๊กแกสีพื้นฐาน หรือพวกที่มีในธรรมชาติ มีจุดมากทั่วตัว และมีสีหลืองที่ลำตัว

           High yellow พวกนี้จุดจะน้อยกว่าตุ๊กแก normal แต่จะมีสีสดเด่นชัดมากกว่าทั้งสีเหลืองและลายดำ

          "พวกนี้เป็นตุ๊กแกเสือดาวทั้งหมด แต่คำเหล่านี้เป็นชื่อเรียกของสี หรือในต่างประเทศเรียกว่า morph อย่างตอนนี้ก็มีสีใหม่ของโลก เรียกว่า Enigma หายากและมีราคาแพง สีสันของมันก็เป็นคำตอบได้ว่า ทำไม ผู้เพาะพันธุ์หรือบรีดเดอร์ต้องเลี้ยงพวกมันจนโต รอเป็นปีกว่าจะผสมพันธุ์มันและมีลูกออกมา ไม่อย่างนั้นก็ลงทุนซื้อตัวสวยๆ จากเมืองนอกมาเลี้ยงเองเลยก็ได้ แต่มันจะรู้สึกต่างกับลูกตุ๊กแกที่เราเพาะได้เอง บางครั้งก็ได้ลูกสีที่ต่างออกไป เกิดเป็นสีใหม่ๆ ได้ตลอด คาดเดาไม่ได้ หรือแม้แต่การจับผสมพันธุ์ก็ต้องลุ้นอีกว่ามันจะกัดกันไหม จับคู่กันได้หรือเปล่า มันเหมือนเป็นเสน่ห์ของการเลี้ยงอีกอย่างหนึ่ง"

          คุณรัฐ บอกต่อว่า ตุ๊กแกเหล่านี้ในวัยเด็กจะมีลวดลายเป็นแถบ แต่แถบเหล่านั้นจะค่อยๆ จางลง จนมีสีและลายที่ชัดเจนเมื่ออายุ 1 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ตุ๊กแกสามารถผสมพันธุ์ได้ ผู้เลี้ยงสามารถสังเกตเพศได้จากบริเวณใต้โคนหางติดกับขาหลัง หากเป็นตัวผู้จะมีตุ่มเล็กๆ หรือต่อมฟีโรโมนเรียงกันเป็นรูปตัว V และในฝั่งหางจะมีตุ่มปูดอีก 2 ตุ่ม แต่ถ้าไม่มีแสดงว่าเป็นตัวเมีย หากผสมพันธุ์แล้ว ประมาณ 1 เดือน ตัวเมียจะออกไข่ ครั้งละ 2-5 ฟอง ฟักไข่นาน 45 วัน ลูกตุ๊กแกตัวน้อยๆ จึงจะโผล่พ้นเปลือกให้เชยชม

          สำหรับการเลี้ยงดูเจ้าตุ๊กแกสีสวยนี้ คุณรัฐ อธิบายว่า สามารถเลี้ยงได้ทั้งในกล่องพลาสติค ตู้ปลา หรือตู้อะครีลิกก็ได้ ส่วนเขาเลือกเลี้ยงในชั้นพลาสติคเพื่อการประหยัดพื้นที่ มีน้ำหนักเบา ดูเป็นระเบียบและถอดล้างได้สะดวก โดยจัดให้ตุ๊กแกอยู่เพียงชั้นละตัวเพื่อความปลอดภัย

          ภายในกล่องเลี้ยงรองพื้นด้วยทรายละเอียด หรือทรายสำหรับสัตว์เลื้อยคลาน แต่คุณรัฐบอกว่าที่สะดวกและสะอาดที่สุดก็คือ กระดาษพิมพ์งานทั่วไป เพราะเปลี่ยนถ่ายง่าย ไม่ทิ้งคราบ ประหยัด แต่ถ้าใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ควรทิ้งไว้ก่อนไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ เพื่อให้เคมีจากหมึกพิมพ์คลายกลิ่นเบาลงก่อน ที่สำคัญคือต้องมีห้องนอนสำหรับตุ๊กแก คุณรัฐใช้วิธีนำกล่องพลาสติคเจาะรู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 2 นิ้ว ภายในบรรจุขุยมะพร้าวและฉีดน้ำพอประมาณ เพื่อรักษาความชื้น กล่องนี้จะเป็นทั้งห้องนอนและที่ซ่อนตัวที่แสนสบายของมัน

          ส่วนภาชนะที่เหมาะสมกับการใส่น้ำ อาหาร แคลเซียม และวิตามิน ควรใช้ถ้วยที่ไม่มีความลึกหรือตื้นเกินไป ปากถ้วยกว้างเพื่อให้ตุ๊กแกกินอะไรได้ง่าย คุณรัฐให้น้ำดื่มสำหรับคนให้กับตุ๊กแก เปลี่ยนน้ำทุกวัน ส่วนอาหารก็คือ หนอนนก แต่เขาจะนำหนอนนกมาคลุกผงแคลเซียมด้วย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และจะให้ผงแคลเซียมและวิตามินแยกไว้ต่างหากอีกถ้วยให้ตุ๊กแกมาเลียกินทุกวัน

          "ที่ต้องเสริมแคลเซียมเพราะว่าสัตว์พวกนี้ไม่โดดแดด เราต้องช่วยเรื่องกระดูกของสัตว์ ไม่เช่นนั้นตุ๊กแกอาจจะเป็นโรคกระดูก ขางอไม่ได้รูปทรง หรือขาบิดอย่างชัดเจน แล้วก็จะพิการไปเลยถึงขั้นตายไปเลยก็มี จริงอยู่ที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างให้พวกมันต้องการแดด เพราะกลางวันมันจะหลบในรู แต่ในธรรมชาติตุ๊กแกมันกินอาหารอื่นๆ ที่มีคุณค่าได้มากกว่าหนอนนกด้วย บางทีมันก็กินลูกหนู กับจิ้งหรีด แต่ผมว่ามันอันตราย ทดลองมาแล้ว เพราะจิ้งหรีดจะชอบอยู่ใกล้หรือกินมูลของตุ๊กแก ซึ่งอาจจะมีโปรโตซัวติดอยู่ แล้วถ้าตุ๊กแกกินจิ้งหรีดเข้าไปก็อาจติดเชื้อโรคจากโปรโตซัวได้เหมือนกัน" คุณรัฐ เสริม

          ส่วนอายุขัยของตุ๊กแก มีรายงานจากต่างประเทศว่า มันอายุยืนถึง 27 ปี แต่จากประสบการณ์การเลี้ยงในเมืองไทย มีอายุเฉลี่ยราว 3 ปี มีราคาซื้อขายทั่วไป อยู่ที่ตัวละ 700 บาท จนถึงหลักหมื่น สำหรับผู้สนใจควรจะศึกษาข้อมูลก่อนจะซื้อมาเลี้ยงครับ  ในฉบับนี้ผู้เขียนก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จิ้งเหลนจระเข้ (Red-eyed Crocodile Skink)สัตว์เลี้ยงตัวเล็กในป่าจำลอง

        
                วันนี้ขอเสนอสัตว์เลี้ยงที่มีความน่าสนใจไปอีกแบบ และมีกลุ่มผู้เลี้ยงจริงในปัจจุบัน นั่นคือ จิ้งเหลนจระเข้ หรือ เรด อาย ครอกโกไดล สกินก์ (Red-eyed Crocodile Skink) ถูกเรียกขานอีกชื่อว่า "กิ้งก่าจระเข้" หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "เรด อาย สกิงก์" เนื่องจากว่าแม้มันเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดจิ้งเหลนก็จริง แต่พฤติกรรมและลักษณะของมันกลับเหมือนกิ้งก่ามากกว่าที่จะเป็นจิ้งเหลนแบบที่เราเคยเห็นโดยทั่วไป โดยเฉพาะลำตัวที่มีลักษณะเป็นเดือยหนามปกคลุมโดยทั่วจรดถึงหางคล้ายจระเข้ ซึ่งแตกต่างจากตระกูลจิ้งเหลนซึ่งจะมีผิวหนังเรียบ อาจกล่าวได้ว่าเป็นจิ้งเหลนเพียงชนิดเดียวที่มีลักษณะเช่นนี้ กลุ่มคนรักสัตว์จึงรู้จักมันในนามของ "กิ้งก่าจระเข้" เป็นส่วนใหญ่ (แต่ในบทความนี้ขอเอ่ยว่า จิ้งเหลนจระเข้ ตามชนิดของสัตว์)


   "ลักษณะภายนอกของ เรด อาย สกิงก์ คล้ายกิ้งก่า แต่จริงๆ แล้วมันคือ จิ้งเหลน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อย่างที่เราพบเห็นกันมากตัวจิ้งเหลนมันจะออกลื่นๆ ตัวยาวๆ ผิวมันๆ แต่ลักษณะของ เรด อาย สกิงก์ จะต่างออกไป คือมีหนามแหลมทั่วลำตัว หัวทรงสามเหลี่ยม ลำตัวคล้ายทรงสี่เหลี่ยม มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ แถมยังออกลูกเป็นไข่ ขณะที่จิ้งเหลนทั่วไปออกลูกเป็นตัว" คุณปิยสิชฌ์ ภัฒนะพราหมณ์ หนุ่มรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบสัตว์ประเภทเลื้อยคลานเป็นพิเศษ และเลี้ยงเจ้าจิ้งเหลนจระเข้นี้มานานกว่า 5 ปี กล่าวให้ข้อมูล

          ก่อนเลี้ยงจิ้งเหลนจระเข้คุณปิยสิชฌ์ เริ่มเลี้ยงอีกัวน่า สัตว์เลี้ยงประเภทเลื้อยคลานที่เคยโด่งดังเมื่อ 10 ปี ที่แล้วมาก่อน จากนั้นเขาจึงค้นพบว่าสัตว์เลี้ยงประเภทนี้เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก จึงเริ่มมองหาสัตว์เลื้อยคลานประเภทอื่นๆ มาเลี้ยงเพิ่ม โดยศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ จนราว ปี 2547 มีคนนำเข้าเจ้าจิ้งเหลนตัวนี้เข้ามาจำหน่ายในไทย เขาจึงซื้อมาเลี้ยงไว้เพื่อศึกษาพฤติกรรม

          "สมัยก่อนผมปิ๊งสัตว์เลื้อยคลานมาก จากอีกัวน่าก็เริ่มศึกษาสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่นๆ จากเว็บไซต์ จนมีคนนำเข้าเจ้าเรดอายฯ เข้ามาขายก็สนใจ สอบถามราคาก็สามารถหาซื้อได้เพราะอยู่ราคาหลักพัน เลยซื้อมาเลี้ยงเป็นคู่ พอให้รู้ว่าลักษณะเป็นอย่างไร ปรากฏว่ามันเป็นสัตว์นิสัยดี ไม่แสดงความก้าวร้าวเลย นอกจากจะบีบคอ หรือตะปบ หรือจับมันแรงๆ มากสุดก็จะอ้าปากขู่ เล็บก็ไม่ได้แหลมคม ผมจึงมองว่าเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสัตว์บางชนิดสวยก็จริง แต่ดุโดยสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่เป็นเสน่ห์ที่หลายๆ คนชอบเหมือนกันก็คือ ความชอบส่วนตัวอยากเลี้ยงจระเข้ หรือสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ แต่การเลี้ยงเจ้าตัวนี้มันทำให้เรารู้สึกว่ามีจระเข้ตัวเล็กๆ ที่มีขนาดย่อส่วนลงมา ซึ่งขนาดที่เห็นนี่คือตัวโตเต็มที่ของมันแล้ว คือมีขนาดเฉพาะลำตัวประมาณ 3 นิ้ว หางประมาณ 2 นิ้ว เท่านั้นเอง"

          ข้อมูลของ เรด อาย คอกโกได สกิงก์ ที่กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ชนิดนี้ได้บอกเล่าเพิ่มความรู้ในกลุ่มคนรักสัตว์ชนิด เดียวกัน ในเว็บไซต์ siamreptile.com ยังยืนยันได้ว่าขนาดโตเต็มที่ของจิ้งเหลนชนิดนี้ หากนับจากหัวจรดหางมีความยาวเพียง 7-10 นิ้ว เมื่อแรกเกิดที่ฟักออกจากไข่จะมีขนาดราว 2 นิ้ว เท่านั้น โตเต็มวัยเมื่อมีอายุประมาณ 6-8 เดือน ส่วนอายุขัยก็ยาวนานถึง 10-15 ปี นอกจากหนามทั่วตัว และหัวทรงสามเหลี่ยมแล้วนั้น มันยังโดดเด่นด้วยวงแหวนสีส้ม-แดง รอบดวงตา ซึ่งในบางสายพันธุ์จะมีสีน้ำตาลทอง ที่บริเวณใบหน้าและเท้า อันเป็นที่มาของชื่อ ซึ่งในต่างประเทศมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ อาทิ Caque Headed Skink,Red or Orange or Yellow Eye Crocodilw Skink, Helmeted Skink หรือ เรียกสั้นๆ ว่า "Trib"

          ปัจจุบัน การซื้อขายจิ้งเหลนจระเข้มีการนำเข้าจากอินโดนีเซียเป็นส่วนใหญ่ แต่มีแหล่งกำเนิดหลักที่ป่าชื้นในบริเวณหมู่เกาะปาปัวนิวกินี โดยยึดพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำเป็นถิ่นอาศัย ดังนั้น จึงเป็นความแปลกใหม่ของผู้เลี้ยงสัตว์กลุ่มเลื้อยคลานที่แตกต่างจากการ เลี้ยงกิ้งก่าแบบทั่วไป นั่นคือ การจัดหาสถานที่ที่เหมาะสม มีความชื้นเพียงพอ ไม่ร้อนหรือแห้งจนเกินไป คุณปิยสิชฌ์ต้องเนรมิตตู้ปลาว่างเปล่าเป็นป่าน้อยผืนเล็กๆ ที่มีต้นไม้ต้นน้อยเป็นกลุ่ม มีขอนไม้เพื่อเป็นที่ปีนป่ายและเป็นที่หลบซ่อน รองพื้นด้วยขุยมะพร้าวสูงมากกว่า 2 นิ้ว แล้วปูหญ้ามอสส์เป็นพรมนิ่มเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น วางถาดใส่น้ำสะอาด หรือจัดเรียงโขดหินเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ไว้ภายใน และหมั่นฉีดฟ็อกกี้เพื่อเพิ่มความชื้นในตู้กระจกทุกวัน และวางตำแหน่งตู้ในพื้นที่อากาศถ่ายเทสะดวก

          "เนื่องจากว่า เรด อายฯ เป็นสัตว์ที่ต้องการความชื้นสูง การเลี้ยงในตู้จึงต้องพยามเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ตู้เลี้ยงยิ่งใหญ่ ยิ่งดี จัดระบบนิเวศน์ให้เหมือนธรรมชาติ คือมีใบไม้ ต้นไม้มากๆ มีพื้นดินชื้นๆ มีถาดน้ำให้เขาแช่บ้าง แต่ปกติ พวกนี้ไม่ได้ลงน้ำหรือว่ายน้ำขนาดนั้น เพียงให้เขาอยู่ใกล้ๆ แหล่งน้ำ มีที่มุดที่ซ่อน ซึ่งการเลี้ยงในตู้ลักษณะนี้เราสามารถเลี้ยงรวมกับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อย่างกบบางชนิดที่มีขนาดใหญ่กว่าเรด อายฯ ได้ เพราะเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน"

          จิ้งเหลนจระเข้ ตามธรรมชาติหากินเวลากลางคืน มีอาหารหลักคือ จิ้งหรีด ทาก ลูกกบ หนอน ตั๊กแตน ไส้เดือน หนอนไหมหนูแดง และแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก แต่เมื่อนำมาเป็นสัตว์ภายในบ้าน คุณปิยสิชฌ์ บอกว่า สามารถให้อาหารได้ง่ายๆ โดยให้จิ้งหรีดหรือหนอนนก ซึ่งเป็นอาหารสัตว์ที่หาซื้อได้ง่ายในปัจจุบัน นำมาคลุกกับผงวิตามินรวมหรือผงแคลเซียมก่อนโรยใส่ในตู้เพื่อเสริมแร่ธาตุให้ กับสัตว์เลี้ยงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่ควรเลือกหนอนและจิ้งหรีดที่มีขนาดเล็ก

          "สัตว์ที่เป็นสัตว์เลื้อยคลานเกือบทุกชนิดดูแลง่าย ให้อาหารง่าย ถ้าเราไปต่างจังหวัดหลายวัน สัตว์ก็อยู่ได้ เพราะสามารถอดอาหารได้เป็นอาทิตย์ แต่ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ก็อยู่ได้เป็นเดือน หากสามารถแยกเพศได้จริงๆ ก็ขยายพันธุ์ได้ไม่ยาก เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ก็สามารถจับคู่ให้ผสมพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องมีอุณหภูมิและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย สำหรับ เรด อายฯ หากผสมพันธุ์แล้วมันจะใช้เวลาตั้งท้อง 20 กว่าวัน ช่วงที่ท้องอ่อนจะสังเกตลำบาก ตัวที่เป็นสีดำจึงค่อนข้างลำบากในการมอง แต่ในช่วงไข่แก่เต็มที่ เมื่อคลำดูจะเห็นชัดเจนมากขึ้น พอใกล้ถึงเวลาวางไข่มันจะมีพฤติกรรมลุกลี้ลุกลน จะทำรังทำอะไรเตรียมแอ่งไว้ ถ้าเราเลี้ยงให้มีระบบนิเวศน์ใกล้เคียงก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะการใช้ขุยมะพร้าวรองพื้นตู้เป็นวัสดุในการวางไข่ที่ดีของพวกมัน"

          ส่วนเรื่องการซื้อขายในปัจจุบัน จิ้งเหลนจระเข้ มีราคาค่าตัวอยู่ที่ตัวละ 1500 บาทขึ้นไป มีการซื้อขายเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คุณปิยสิชฌ์ แนะนำว่าควรเลือกซื้อตัวที่สมบูรณ์ โดยสังเกตจากโครงสร้างโดยรวมและเกล็ดหนามบริเวณแถบหลังว่าครบหรือไม่ หากไม่เรียงเป็นระเบียบหรือเกล็ดใดเกล็ดหนึ่งแหว่งหรือขาดไปแสดงได้ถึงความ ไม่สมบูรณ์ หรือสังเกตที่นิ้วเท้าทั้งสี่และปลายหางว่าครบ ขาดหรือไม่ เพราะตามธรรมชาติหาก เรด อายฯ เจอตัวผู้ด้วยกันอาจมีการต่อสู้ หรืออาจผ่านการเลี้ยงแบบไม่ถูกสุขลักษณะมาก่อน เช่น ปล่อยให้น้ำเน่า และควรเลือกตัวที่มีเนื้อตัวสะอาด ไม่เป็นแผล และมีสีรอบดวงตาเด่นชัด

          "สมัยก่อนคนเห็นสัตว์ประเภทนี้ก็คงรังเกียจ แต่สมัยนี้มีการเผยแพร่ทั้งทางสื่อและอินเตอร์เน็ตมากขึ้น คนจึงเริ่มรู้จักและรับรู้ได้ว่ามันไม่ได้ดุร้ายหรือน่าเกลียดอย่างที่เห็น ประกอบกับยุคสมัยนี้สภาพความเป็นอยู่ของคนเมือง มีชีวิตที่เร่งรีบ และที่อาศัยก็เล็กลง เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ส่วนใหญ่อยู่คอนโดฯ อพาร์ตเม้น ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน การเลี้ยงสัตว์ประเภทนี้จึงไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากเหมือนสุนัขหรือแมว ที่ต้องใช้เวลาดูแลหลายชั่วโมงต่อวัน พวกสัตว์เลี้ยงเลื้อยคลานจึงเริ่มเข้ามาแทนที่มากขึ้น เรียกกันว่า เอ็กโซติกเพ็ก หรือพ็อกเก็ตเพ็ท ไซซ์เล็กๆ ที่มีความแปลกมาเลี้ยงกันมากขึ้น แต่ถ้าจะเลี้ยงต้องศึกษาสัตว์แต่ละชนิดด้วยว่าเป็นสัตว์สังคมหรือเปล่า บางชนิดเลี้ยงตัวเดียวก็ได้ แต่ต้องดูตัวเองด้วยว่าเรามีทุนพอที่จะเลี้ยงได้นานหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ซื้อตัวมา แต่ไม่สามารถซื้ออาหาร หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในการเลี้ยงได้ ทางที่ดีศึกษาก่อน หรือเริ่มแค่เพียงตัวเดียว ชอบไม่ชอบก็ค่อยดูอีกที" คุณปิยสิชฌ์ ให้ความเห็น

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าความแปลกจะสร้างแรงดึงดูดให้อยากหาซื้อมาเลี้ยง แต่ผู้สนใจจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้แน่ชัดเสียก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่  เราควรหารายละเอียดเพิ่มก่อนที่จะซื้อมาเลี้ยงดีกว่านะครับ

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กุ้งไดโนเสาร์-กุ้งไทรออปส์ (Triops)




      


          กุ้งชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  ซึ่งจัดอยู่ในไฟลัมครัสเตเซียนเหมือนกับกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งทะเลอื่นๆ ถึงแม้หน้าตาดูไม่ค่อยเหมือนกุ้ง  แต่กลับมีรูปร่างเหมือนแมงดาทะเล แต่กุ้งไทรออปส์ เป็นสัตว์น้ำจืด  จึงมีคนเรียกว่า "แมงดาทะเลน้ำจืด" หรือ "กุ้งไดโนเสาร์"  เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่างมาตั้งแต่ยุคไทรแอสสิก ประมาณ 220 ล้านปีมาแล้ว จัดได้ว่าเป็นฟอสซิลที่มีชีวิตอีกจำพวกหนึ่งได้ที่เกิดในยุคไดโนเสาร์และยังสามารถปรับตัวเองให้มีชีวิตอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน

                ไทรออปส์ มีลักษณะเด่น คือ มีตา 3 ตา อันเป็นที่มาของชื่อ (tri (ไทร) = สาม, ops (ออปส์) = ตา) มีส่วนหางที่มีลักษณะเป็นง่ามคู่ที่ยาวออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตสั้นมาก คือ สามารถมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-3 เดือน จึงเป็นสัตว์ที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะมีขนาดใหญ่ขึ้นถึงวันละ 2 เท่า ขนาดเมื่อโตเต็มที่โดยเฉลี่ยราว 1-3 นิ้ว แต่ในบางชนิดหากได้รับอาหารและอุณหภูมิที่เหมาะสมอย่างเต็มที่อาจใหญ่ได้เท่ากับฝ่ามือมนุษย์

            การหายใจ ของไทรออปส์อยู่ที่ขา ซึ่งมีมากถึง 35-71 คู่ ซึ่งใช้ทั้งว่ายน้ำและลำเลียงอาหารเข้าปาก และใช้ในการหายใจ โดยที่เท้าของไทรออปส์มีอวัยวะพิเศษที่คล้ายเหงือก เมื่อไทรออปส์เคลื่อนที่หรือว่ายน้ำไปมา ก็จะได้รับออกซิเจนจากน้ำผ่านเข้าไปทางขานั่นเอง

                พบแพร่กระจายอยู่ในหนองน้ำหรือบึงน้ำในทวีปอเมริกาเหนือ, อเมริกาใต้, ยุโรป, , แอฟริกา, ญี่ปุ่น, นิวแคลิโดเนีย, ออสเตรเลีย และแอนตาร์กติกา  ส่วนในเมืองไทย การเลี้ยงสัตว์ชนิดนนี้เป็นการซื้อไข่มาเพาะฟักและเลี้ยงเก็บไข่   ปัจจุบันพบ 16 ชนิด โดยแบ่งออกเป็น สกุล Lepidurus 10 ชนิด และ Triops 6 ชนิด

            ปัจจุบัน ไทรออปส์นิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ด้วยความที่เป็นสัตว์แปลก และเลี้ยงง่าย ซึ่งนิยมจะเลี้ยง ไทรออปส์ตั้งแต่ยังเป็นไข่ โดยจะทำการฟักไข่ของไทรออปส์ในตู้ปลา โดยจัดอุณหภูมิและสภาพน้ำที่เหมาะสม   ไทรออปส์ก็สามารถฟักเป็นตัวได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง  การเลี้ยงนิยมให้อาหารพวกไส้เดือนน้ำ ลูกน้ำ เป็นต้น  มีคนเสนอว่าให้เลี้ยงเพื่อใช้กำจัดลูกน้ำ แต่ส่วนมากนิยมเพราะเป็นสัตว์ประหลาด เสมือนสัตว์โบราณมากกว่า

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)สัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน

  


สวัสดีครับสำหรับสัตว์หายากในฉบับนี้ผู้เขียนก็ได้นำเอาเรื่องราวของเจ้าลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)มาให้ได้ศึกษา
ถึงอุปนิสัย  และอาหารของเจ้าลิงตัวนี้กิน
              ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier) นั้นเป็นสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน พบได้ในเขตตอนกลางของเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพืชพันธุ์ต่างๆอยู่น้อยต่ำกว่าป่าเขตร้อนทั่วไป ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์นั้นมีความเชื่อกันว่ามันได้สุญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 20 หรือตามข่าวก็คือไม่เคยมีผู้ใดเห็นมากว่า 80 ปี จนคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งมีการค้นพบพวกมันอีกครั้งตามข่าว
ลักษณะทั่วไปของ ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)
             ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์นั้นมีความยาวลำตัวประมาณ 95-105 ม.ม. (ประมาณ 4 นิ้ว) และน้ำหนักน้อยกว่า 57 กรัม (2 ออนซ์) ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์นั้นมีขนาดตัวเล็กกว่าทาร์เซียร์ชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีหูขนาดเล็กกว่าทาร์เซียร์ชนิดอื่น ลักษณะขนของมันเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมแดง และหนังที่มีสีเทา หางเป็นสีน้ำตาลยาว โดยที่ความยาวตั้งแต่หัวถึงหางจะยาวอยู่ที่ประมาณ 135-275 ม.ม.         
          
              ลักษณะเด่นของลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์อยู่ที่ดวงตาที่มีขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 16 ม.ม. ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์ยังมีเล็บนิ้วมือทั้งหมด 5 นิ้ว และนิ้วมือมันค่อนข้างยาวเพื่อช่วยในการปีนป่ายต้นไม้ได้รวดเร็วและเพื่อใช้จับอาหาร

พฤติกรรมของ ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)
             ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier) พบว่าพวกมันอาศัยอยู่เป็นคู่นานถึง 15 เดือน ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์มี 2 ฤดูกาลผสมพันธุ์ เริ่มต้นในช่วงฤดูฝนและยาวไปอีกประมาณ 6 เดือน ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์ใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องใช้เวลา 178 วัน โดยเฉลี่ย และลูกๆของลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์จะคลอดออกมาดูโลกในช่วงเดือนพฤษภาคม และจากพฤศจิกายน-ธันวาคม ลูกของลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์นั้นค่อนข้างมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว โดยที่ลูงลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์จะเริ่มจับเหยื่อเองเมื่ออายุได้เพียง 42 วัน และจะเริ่มการเดินทางไปกับฝูงหลังจากนั้นอีก 23 วัน
            ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)เป็นสัตว์ออกหากินเวลากลางคืน และใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนต้นไม้ ส่วนในเวลากลางวันพวกมันจะนอนในลักษณะเกาะต้นไม้นอน ลิงปิ๊กมีทาร์เซียร์นั้นจะไม่เหมือนกับลิงทาร์เซียร์ชนินอื่นที่มักใช้ต่อมกลิ่นในการแบ่งอาณาเขต แต่พวกมันจะใช้ลักษณะของการสื่อสารตามแบบฉบับของมัน

อาหารของ ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)

             ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์ เป็นสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร พวกมันจะจับพวกสัตว์เล็กและแมลงเป็นอาหาร เช่น แมลงต่างๆ นก งู หนู

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เฟอเรท (Ferret)เจ้าขนฟูแสนซน




          เฟอเรท อาจเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคยนัก แต่สำหรับคนรักสัตว์กลุ่มนี้ เฟอเรท คือสัตว์เลี้ยงแสนซนที่ซ่อนความน่ารักไว้ในตัว มีเสน่ห์ทั้งในรูปร่างที่เต็มไปด้วยขนฟูฟ่อง ลำตัวยาว หน้าตาจิ้มลิ้ม มีสีหลากหลาย อาทิ ซิลเวอร์ ไลท์ซิลเวอร์ แพนด้า ชินเนมอล แฟนซี อัลบิโน ฯลฯ แถมยังมีท่าทางขี้สงสัยใคร่รู้ตลอดเวลา สนใจสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ แต่สามารถจับเล่นและกอดอุ้มได้

          "จุดเด่นของเฟอเรทคือ ลักษณะนิสัยและรูปร่างหน้าตาที่ค่อนข้างน่ารัก คล้ายแมว ถ้าฝึกมันก็จะเชื่อง จะสั่งให้มันเล่นหรือนอนหมอบก็พอจะทำได้ในระดับหนึ่ง แต่คงไม่ฉลาดเหมือนหมาหรือแมว สามารถฝึกให้คุ้นเคยได้โดยใช้อาหารล่อ แต่คนเลี้ยงต้องใช้ความอดทนสูง เพราะมันจะติดเล่น เหมือนเด็กเล็กๆ ซนๆ เล่นกับมัน ฝึกกับมันสักพักมันก็จะเริ่มเบื่อ ไม่สนใจ จะไปเล่นอย่างอื่น ใครเลี้ยงก็ต้องอดทนกับมันหน่อย บางตัวห่วงเล่นจนไม่ยอมนอน ง่วงตาปรือแล้วยังจะห่วงเล่น"

          คุณดามพ์ แสงหิรัญ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อธิบายถึงความแสนซนขี้เล่นของเฟอเรทอันเป็นสิ่ง ดึงดูดให้เขาตัดสินใจเลี้ยงไว้ในบ้าน และเป็นเหตุผลที่ไม่ต่างจากสมาชิกผู้เลี้ยงคนอื่นๆ ซึ่งมีทั้งวัยรุ่นที่กำลังศึกษา และคนวัยทำงานที่อยู่ในหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง รวมถึงคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศก็เลี้ยงเฟอเรทเช่นกัน

          แต่หากย้อนกลับถึงความเป็นมา เฟอเรท นับเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่มีแหล่งกำเนิดทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป ในอดีตเมืองไทยพบเห็นได้เพียงตามสวนสัตว์ แต่ระยะหลังราว 6-7 ปี ที่ผ่านมา มีการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีการพัฒนาสายพันธุ์เป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น มาจำหน่ายยังตลาดสัตว์เลี้ยงในราคาหลายพันบาท แต่ในช่วงนั้น เฟอเรทไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้นิยมเลี้ยงสัตว์ต่างถิ่นเท่าที่ควร เนื่องจากเฟอเรทเป็นสัตว์ในตระกูล Pole Cat หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกลิ่นเฉพาะเช่นเดียวกับ มิงค์ ชะมด นาก ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีต่อมกลิ่นสำหรับการสื่อสาร ป้องกันตัว หรือแสดงอาณาเขต กลิ่นสาบของเฟอเรทจึงเป็นเรื่องขัดใจของหลายๆ คน ที่ถึงแม้จะสนใจรูปร่างหน้าตาของมันแค่ไหนก็ตาม

          "เฟอเรท มีข้อเสียเรื่องกลิ่น แต่เป็นกลิ่นตัว กลิ่นเฉพาะของมันที่จะปล่อยในช่วงตกใจ ตื่นเต้น หรือผสมพันธุ์ เรื่องกลิ่นนี้ผู้เลี้ยงต้องยอมรับ แต่ในเวลาปกติก็ไม่ส่งกลิ่นมาก ถ้าหมั่นเช็ดตัวก็จะช่วยบรรเทากลิ่นไปได้ ใช้น้ำยาช่วยลดกลิ่นสำหรับเฟอเรทก็ได้หรือจะใช้ผ้าเช็ดตัวสำหรับแมวหรือ สุนัข การทำหมันก็เป็นการลดกลิ่นได้อีกวิธีหนึ่ง จึงอาจมีส่วนทำให้เฟอเรทไม่เป็นที่นิยมและไม่ค่อยมีการแพร่พันธุ์ แต่มีข้อดีคือ มันสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพอากาศบ้านเรา" คุณดามพ์ เสริม

          แต่สำหรับสมาชิกคนรักเฟอเรทกลุ่มนี้ เรื่องกลิ่นดูเป็นเรื่องจิ๊บๆ เพราะเข้าใจและยอมรับในธรรมชาติของสัตว์ อีกทั้งพวกเขายังพยายามศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง จนนำมาสู่การเผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งเปิดเผยวิธีการลดกลิ่นสาบของเฟอเรทไว้ว่า ควรอาบน้ำไม่เกินเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกใช้แชมพูสำหรับสัตว์เล็กหรือสำหรับเฟอเรทโดยเฉพาะ เพราะถ้าหากผิวแห้ง เฟอเรทก็จะสร้างน้ำมันมาเคลือบผิว ซึ่งทำให้เฟอเรทมีกลิ่นหม็นมากยิ่งขึ้น หรือใช้เพียงผ้าเช็ดอนามัยสำหรับสัตว์เลี้ยงก็พอ โดยหมั่นเช็ดตามตัว บริเวณท้อง โคนหาง จะช่วยลดกลิ่นได้ รวมถึงการใส่ผ้าในกรงที่ช่วยซับกลิ่นในกรงทุกวัน ใช้แป้งสำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กโรยตัว ที่สำคัญคือ การรักษาความสะอาดในกรงและการเลือกที่ตั้งกรงเลี้ยงเฟอเรทในบริเวณที่อากาศ ถ่ายเทได้สะดวก

          ส่วนการเลี้ยงเฟอเรทขั้นเบื้องต้น ควรเตรียมกรงที่มีความแข็งแรง ไม่เป็นสนิมง่าย และมีพื้นที่มากพอให้มันได้ปีนป่ายเล่น มีภาชนะสำหรับอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด แนะนำให้ใช้ถ้วยกระเบื้องหรือชามดินเผาที่ค่อนข้างหนัก (เฟอเรท ชอบดื่มน้ำจากในชามมากกว่าดื่มน้ำจากตัวดูดน้ำที่ติดข้างกรง) หมั่นเปลี่ยนน้ำและอาหารทุกวัน ส่วนห้องน้ำสำหรับเฟอเรทนั้นผู้เลี้ยงสามารถใช้กระบะทรายที่ใช้เป็นห้องน้ำ สำหรับแมวหรือกระต่ายวางไว้ในกรงก็ได้ เพื่อฝึกให้เฟอเรทขับถ่ายเป็นที่

          ที่นอนสำหรับเฟอเรท ผู้เลี้ยงนิยมใช้เบาะนอนของสุนัขหรือแมว อาจใช้เปลของเฟอเรทหรือใช้ผ้าปูในกรงก็ได้ แต่ต้องหมั่นซักทำความสะอาดและตากแดดอยู่เสมอเพื่อบรรเทากลิ่น อย่าลืมวางลูกปิงปอง ลูกกอล์ฟ หรือ ท่อน้ำชนิดแข็ง หรือของเล่นสำหรับสุนัขและแมวที่ทนต่อการกัดแทะไว้ในกรงเพื่อเป็นของเล่นให้ เจ้าแสนซนด้วย ซึ่งภาพถ่ายจากบรรดาสมาชิกที่นำภาพมาอวดโฉมกันนั้นเห็นชัดถึงความน่ารักของ เฟอเรทได้อย่างดี ส่วนใหญ่เฟอเรทจะสวมบทบาทเจ้าขนฟูที่ซุกซนอยู่ในบ้าน บางรายเลี้ยงจนคุ้นเคย สามารถฝึกเข้ากับสายจูงแล้วพาไปเที่ยวเตร่ข้างนอกกลายเป็นสัตว์เลี้ยงพกพาไป อีกแบบ แต่ต้องระมัดระวังอันตรายจากสัตว์ชนิดอื่นพอสมควร

          สมาชิกบางคนเลี้ยงเฟอเรทมานานหลายปีจนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้เอง อย่างเช่น คุณวิรุตม์ โสติผล หรือ คุณกานต์ หนุ่มเชียงใหม่ที่ใฝ่ฝันอยากเลี้ยงเฟอเรทมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็รอจนโตพอที่จะรับผิดชอบชีวิตสัตว์เลี้ยงได้ จึงสามารถเลี้ยงเฟอเรทจนถึงปัจจุบัน โดยศึกษาข้อมูลจากชุมชนออนไลน์และเว็บไซต์ต่างประเทศ ซึ่งมีผู้เลี้ยงเฟอเรทอยู่หลายกลุ่ม กลุ่มแรกเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน กลุ่มที่สองคือ เลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์ เป็นชาวไร่ชาวนาที่เลี้ยงไว้จับนกจับหนู ส่วนอีกกลุ่มเลี้ยงเพื่อใช้ทำขนเสื้อ นอกจากนี้ ยังมีชมรม AFA (American Ferret Association) ของสหรัฐอเมริกา เป็นมูลนิธิให้การช่วยเหลือเฟอเรทที่ถูกทอดทิ้ง

          "แต่บ้านเรายังไม่ แพร่หลายมากนัก เพราะเฟอเรทส่วนใหญ่ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จะทำหมันมาแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ทำหมันมันก็จะมีความเสี่ยงเรื่องฮอร์โมนเป็นพิษ อาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพ บางคนก็เลี้ยงไม่ถูกวิธี บางคนเลี้ยงได้นานแต่ก็ไม่มีลูก ผสมไม่ติด ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าแปลก ตอนนี้หากมองในแง่เชิงพาณิชย์สำหรับเฟอเรทก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอยู่ เพราะผู้เลี้ยงในเมืองไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะปัญหาด้านสุขภาพ และกลุ่มผู้เลี้ยงที่ยังไม่กว้างขวางมาก ยังเพาะพันธุ์ได้น้อย โดยเฟอเรทนำเข้า ปัจจุบันอยู่ที่ตัวละ 4,500-8,500 บาท ถ้าเป็นลูกเพาะในไทย จะเริ่ม 4,000-6,000 บาท ซึ่งมีข้อได้เปรียยบด้านสุขภาพมากกว่า เพราะเกิดในเขตร้อน มีการปรับตัวตั้งแต่เด็ก"

          ด้วยใจรัก คุณกานต์จึงสนใจเรื่องสุขภาพเฟอเรทเป็นพิเศษ โดยเริ่มจากการนำเข้าเฟอเรทจากประเทศฮอล์แลนด์ซึ่งไม่ถูกทำหมันมาก่อนมา เลี้ยงเล่น จากนั้นก็เสาะหาเฟอเรทที่เกิดในไทย ซึ่งหาได้ยากมาเลี้ยงเพิ่ม ผ่านไป 5 ปี น้องๆ เฟอเรทของเขาจะออกลูกหลานมาให้ชื่นใจ

          "เฟอรเรท สามารถผสมพันธุ์ข้ามคู่ ข้ามสี ได้ โดยมีช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมจะเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ หลังจากผสมแล้วไข่จะตกภายใน 30-40 ชั่วโมง ถ้าอยากให้ได้ผลที่แน่นอน ควรให้เวลาอยู่รวมกันอย่างน้อย 10 วัน จากนั้นให้แยกตัวผู้หรือตัวเมีย ไม่เช่นนั้นอาจจะหลุด เพราะเล่นกันเอง หลังจากนั้น ถ้าตัวเมียท้องจะเห็นความแตกต่างราว 2-3 สัปดาห์ต่อมา คือท้องใหญ่ขึ้น เห็นราวนมชัดขึ้น เฟอเรทตั้งท้อง 40-50 วัน มีลูกปีละ 1-2 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่ในไทยจะเกิดลูกเพียงปีละครั้ง ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับอากาศร้อน ถ้าเป็นเมืองนอกอากาศเย็นจะผสมพันธุ์ได้ดีกว่า จำนวนลูก 1-12 ตัว โดยเฉลี่ย 6-7 ตัว ต่อครอก

          ในช่วง 30 วัน หลังคลอด แม่เฟอเรทจะดูแลลูกเองทุกอย่างและหวงลูกมาก หลังจากนั้น ฟันลูกเฟอเรทจะเริ่มขึ้นและสามารถหากินตามแม่เฟอเรทได้" คุณกานต์ เผยเทคนิคการขยายพันธุ์

          อ่อ...เกือบ ลืมเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเลี้ยงสัตว์ สำหรับเฟอเรทคุณกานต์แนะนำให้ใช้อาหารแมวชนิดเม็ด เกรดคุณภาพ ควรมีเนื้อสัตว์ต้มสุกชิ้นเล็กๆ เสริมด้วย เนื่องจากเฟอเรทเป็นสัตว์กินเนื้อต้องการโปรตีนสูงมาก (อาหารสำเร็จที่ใช้ควรมีโปรตีนตั้งแต่ 36% - 40% ไขมัน 20% และกากไม่ควรมากกว่า 3%) แต่ไม่ควรให้อาหารที่มีส่วนผสมของแป้ง นม และน้ำตาล หรือผัก เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อระบบการย่อยอาหารของเฟอเรท
สัตว์เลี้ยงหายากในฉบับนี้คือเจ้าเฟอเรท ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่หายากและมีราคาสูงอีกตังหาก

วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หนูเจอร์บัว (Jerboa) สัตว์เลี้ยงตระกูลฟันแทะ






สัตว์เลี้ยงตระกูลฟันแทะ กำลังเป็นกระแสฮิตที่เลี้ยงกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในตอนนี้ และหนึ่งในนั้นก็ไม่พลาดที่จะเป็น เจอร์บัว สัตว์ที่ผู้เลี้ยงเฉพาะกลุ่มคุ้นเคยกันดี ด้วยลักษณะรูปร่างเล็กและท่าทางว่องไวคล้ายจิงโจ้ย่อส่วน ทำให้คนที่ได้เห็นต่างติดตาตรึงใจในความน่ารักของมันเลยทันที แต่ขอเตือน! อย่างหนึ่งว่าอย่าประมาทกับความสามารถของเจ้าตัวเล็กนี้ เพราะกระโดดได้สูงและรวดเร็ว ถ้าหากหลุดมือไป รับรองได้เลยว่าวิ่งไล่จับกันไม่ทัน ชัวร์!
       
       อียิปต์ เกรทเทอร์ เจอร์บัว (Greater Egyptian Jerboa) เรียกชื่อสั้นๆว่า เกรทเทอร์ เจอร์บัว ผู้ขายหลายคนรู้จักกันในชื่อนี้ ส่วนผู้เลี้ยงจะเรียกชื่อแค่ว่า เจอร์บัว เจ้าตัวเล็กนี้เป็นสัตว์ตระกูลฟันแทะแห่งท้องทะเลทราย และด้วยลักษณะการกระโดดคล้ายกับจิงโจ้ จึงมีบางคนให้สมญานามว่า Jumping Mouse มีถิ่นกำเนิดอาศัยอยู่ในทะเลทรายประเทศอียิปต์ แอฟริกาใต้ และยาวไปจนถึงทวีปเอเชียในแถบทะเลทรายโกบี มองโกเลีย
       
       จิงโจ้น้อยแห่งทะเลทราย
       หนูเจอร์บัว เป็นสัตว์ทะเลทรายทนแล้ง หน้าตาดูคล้ายกับหนูผสมจิงโจ้แต่ตัวเล็กกว่ามาก มีขนสีน้ำตาลเหมือนหนูทั่วไป จุดเด่นสำคัญ คือลักษณะของขาหลังที่ยาวกว่าขาหน้าเพื่อใช้ในการเคลื่อนที่และบังคับทิศทางด้วยพู่หางที่สวยงาม มีหางที่ยาวใหญ่เมื่อเทียบกับตัวของมันเองซึ่งเล็กกว่ามาก เวลายืนจะใช้การเกร็งหางเสมือนเป็นขาที่สามในการช่วยทรงตัว เมื่อโตเต็มที่มีขนาดความยาวรวมหาง 150-162 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักตัวประมาณ 24-38 กรัม
       
       ต๊ะ-ฐิติภูมิ พันธุเวทย์ ผู้มีประสบการณ์การเลี้ยงและขายสัตว์เลี้ยงทางอินเทอร์เน็ต เล่าให้ฟังว่า เจอร์บัวเป็นหนูทะเลทรายที่มีความสามารถในการเดินทางระยะไกลโดยการกระโดดสปริงของขาหลังคล้ายกับจิงโจ้ ส่วนขาหน้าที่สั้นจะใช้ในการหยิบจับอาหาร (ถ้าไม่สังเกตดีๆ จะมองไม่เห็นเลย) ขนเล็กๆ บนฝ่าเท้าของมันเหมือนรองเท้าที่ช่วยให้กระโดดไปได้บนพื้นทะเลทราย มีดวงตาสีดำกลมโตเนื่องจากเป็นสัตว์ที่หากินกลางคืน ประกอบกับมีใบหูยาวใหญ่ใช้ในการรับฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบๆ ตัวเพื่อระวังภัย
       
       ถือได้ว่าเป็นหนูตัวเล็กชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย ชอบขุดรูอยู่ในชั้นดินทราย แยกห้องเป็นสัดส่วน มีวิวัฒนาการการปรับตัวทั้งในเรื่องของสรีระและขนาดตัวเพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมของทะเลทราย และเนื่องด้วยสภาพอากาศอันร้อนระอุในทะเลทรายตอนกลางวัน ทำให้พวกมันต้องขุดทรายลงไปเป็นที่ซ่อนตัวเพื่อหลบความร้อนและความหนาวในตอนกลางคืน ฉะนั้นพวกมันจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศในทะเลทราย
       
       หนูเจอร์บัวจะออกหากินเวลากลางคืน สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานโดยไม่ต้องกินน้ำหรืออาหารถ้าร่างกายยังมีความชื้น กินอาหารจำพวกเมล็ดพืช ผักต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ตามทะเลทรายหรือพืชประเภทหัวมัน หัวเผือก และอาจกินแมลงตัวเล็กๆ เป็นบางครั้ง มีการสะสมอาหารไว้ในโพรงชั้นใต้ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของมันนั่นเอง
       
       เห็นตัวเล็กๆ อย่างเจอร์บัวแต่มีความสามารถเฉพาะจนน่าทึ่งเมื่อเทียบกับตัวแล้ว เพราะสามารถกระโดดได้สูงเป็นเมตรและมีความเร็วเป็นพิเศษ เหมือนอย่างที่บอกไปในตอนต้น อย่าปล่อยให้หลุดมือในที่สาธารณะหรือที่มีพื้นที่กว้างขวางเกินกว่าจะวิ่งไล่จับ ถ้าเกิดหลุดไปแล้วก็พยายามช่วยกันจับ ขอบอกก่อนว่าวิ่งไล่จับคนเดียวไม่มีทางทัน แนะนำให้ทยอยคนมาช่วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ขอย้ำ! คนเยอะๆ ยิ่งดี เพราะงานนี้ไม่หมูเพราะเขาเป็นหนูนั่นเอง 
       
       อยู่ง่าย-กินง่าย
       สำหรับการเลี้ยงในประเทศไทย หนูเจอร์บัวเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไม่ยาก อยู่ง่าย กินง่าย และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี ลักษณะตัวที่เล็กคล้ายจิงโจ้ย่อส่วน จึงทำให้ดูน่ารักปนความแปลกใหม่กว่าสัตว์ประเภทหนูชนิดอื่น หลายคนจึงไม่พลาดที่จะเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่นยามว่าง
       
       “หนูเจอร์บัวเป็นสัตว์เชื่องในระดับที่สามารถอุ้มเล่นได้ จับลูบตัวได้ไม่มีปัญหา สามารถให้กินอาหารจากมือได้ แต่คงไม่สามารถอุ้มเล่นได้ตลอดเวลาเหมือนหนูแฮมสเตอร์ เพราะด้วยสรีระของขาที่ยาวและเก้งก้าง บางทีเราอุ้มมาแล้วให้ยืนบนฝ่ามือ เขาจะทรงตัวไม่ค่อยมั่นคงสักเท่าไหร่ พอเวลาเขารู้สึกไม่มั่นคงก็จะกระโดด คนเลี้ยงอาจให้ออกมาวิ่งเล่นอยู่ในห้องแต่ไม่ควรเลี้ยงปล่อยไว้เลย เพราะว่าพวกนี้เป็นหนูชนิดหนึ่งที่ชอบแทะ จึงอาจเป็นอันตรายได้ถ้าปล่อยไว้ในบ้านโดยไม่มีคนดูแล
       
       สภาพอากาศที่เย็นสบายในเมืองไทย จึงทำให้สัตว์ชนิดนี้ออกมาหากินได้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน ถึงแม้ว่าในทะเลทรายจะมีอากาศที่แตกต่างจากในไทยมาก แต่ด้วยสภาพอากาศในไทยเอื้อต่อการดำรงชีวิตอยู่ของสัตว์จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับสภาพร่างกายสำหรับหนูเจอร์บัวเท่าไหร่นัก
       
       “เลี้ยงในบ้านอากาศเย็นปกติ มันก็ออกมากินอาหารได้ตลอด กลางวันกินแล้วก็นอน ดึกๆ ก็ออกมากินใหม่ ดังนั้นการเลี้ยงในไทยจึงไม่ต้องซีเรียสว่า ตอนกลางวันจะไม่เห็นตัว เวลาเขาคุ้นที่ เขาจะออกมาหากินอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในธรรมชาติตอนกลางวันบนพื้นที่ทะเลทรายมันร้อน เขาจึงต้องขุดโพรงไปอยู่ชั้นใต้ดินเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อน และออกหากินในตอนกลางคืนที่อากาศเย็นลงเท่านั้นเอง
       
       อาหารการกินของหนูเจอร์บัวไม่ต่างอะไรกับการเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์ สำหรับอาหารโปรดหลักๆ แล้วจะชอบกินเมล็ดทานตะวัน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอาหารสัตว์ทั่วไป ฉะนั้นในสถานที่เลี้ยงจึงควรมีถ้วยอาหารและถ้วยน้ำเล็กๆ ให้ไว้พร้อมสรรพ
       
       ตู้เลี้ยงเลียนแบบธรรมชาติ
       ถ้าพูดถึงในเรื่องของตู้เลี้ยง ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรใส่ใจคือลักษณะของพื้นที่เลี้ยงเจอร์บัว ไม่ควรเลี้ยงในที่แคบเนื่องจากเป็นสัตว์เคลื่อนที่ด้วยการกระโดด เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ในพื้นที่แคบๆ จึงทำให้ไม่สามารถกระโดดได้ ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพและอาจเป็นสาเหตุของอาการป่วยอย่างหนึ่งได้เช่นกัน
       “ถ้าเลี้ยง 2 ตัว ต้องใช้พื้นที่เลี้ยงประมาณ 36”x 18”x20” ขึ้นไป (ตู้ปลาขนาดใหญ่) เพื่อจะได้มีพื้นที่ให้เขาออกกำลังกาย ได้กระโดด จริงๆ แล้วเป็นสัตว์ที่สามารถเดินได้แต่ถนัดในการเคลื่อนที่แบบกระโดดมากกว่าการเดิน ถ้าเขาต้องการเคลื่อนที่มากกว่า 1 ฟุตจะใช้การกระโดด แต่ถ้าเก็บเมล็ดอาหารบริเวณใกล้ๆ ตัวจะใช้การขยับตัวเพื่อก้าวนิดเดียว
       
       ไม่แนะนำให้เลี้ยงในกรง เพราะกรงมีพื้นเป็นซี่ลวด ด้วยลักษณะขาของสัตว์ชนิดนี้ค่อนข้างเล็กและยาว เมื่อเข้าไปขัดในซี่ลวดแล้วเขาเคลื่อนย้ายด้วยการกระโดด บางทีอาจทำให้ขาหักหรือบาดเจ็บได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้เลี้ยงในตู้กระจกมากกว่า และด้านบนทำเป็นมุ้งลวดมีฝาปิดเพื่อช่วยให้ระบายอากาศได้ดีขึ้น
       
       “ถ้ามีธุระนอกบ้าน คนเลี้ยงสามารถให้อาหารทิ้งไว้ได้เลย เมื่ออาหารหมด น้ำหมดก็เติมใหม่ อย่างที่ผมเลี้ยงไว้ ผมจะให้อาหารทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วันจึงเปลี่ยนครั้งหนึ่ง ก็จะเป็นเมล็ดพืชหลายๆ ชนิดรวมกัน ใส่ถ้วยไว้เลย ถ้าหมดก็ให้อาหารเม็ดเหมือนที่ใช้เลี้ยงหนูแฮมสเตอร์แทนซึ่งใช้ได้เหมือนกัน เราแค่คอยดูว่ามันหมดหรือยังเท่านั้นเอง
       
       บางครั้งอาจเสริมพวกผักใบเขียวโดยล้างสารพิษให้หมดเสียก่อน เพราะว่าในธรรมชาติหนูเจอร์บัวจะกินพืช จำพวกหญ้าที่ขึ้นในทะเลทราย เราอาจใช้หญ้าแห้งทิโมธีสำหรับเลี้ยงกระต่าย (Timothy) มารองพื้นให้ เพราะบางครั้งหนูเจอร์บัวก็กินหญ้าแห้งพวกนี้แทนหญ้าในธรรมชาติเช่นกัน
       
       ส่วนเรื่องของโรคถ้าเราให้อาหารเป็นปกติและหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ พวกโรคภัยไข้เจ็บ เช่นอาการท้องเสียก็จะไม่ค่อยเกิดขึ้น ฉะนั้นเวลาผู้นำเข้าสัตว์เลี้ยงที่ดี หรือร้านค้าที่ดีควรจะกักเลี้ยงอย่างน้อยสักประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้สัตว์ปรับตัวและหลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วในการเลี้ยงหนูเจอร์บัว
       
       แต่ถ้าในขณะเลี้ยงเกิดขนร่วงเนื่องจากติดเชื้อราก็ต้องรักษาตามอาการไป แต่โดยส่วนใหญ่ถ้าเจ้าของหมั่นทำความสะอาดไม่ให้มีราขึ้นในตู้เลี้ยง สัตว์เลี้ยงของเราก็จะปลอดภัยและแข็งแรง
       
       “ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อเจอร์บัว ควรสังเกตตัวที่ไม่ผอมจนเกินไปและมีขนที่เรียบ เพราะถ้าสัตว์มีขนยุ่ง สกปรก ไม่ทำความสะอาดขนตัวเอง แสดงว่าสัตว์ชนิดนั้นกำลังมีอาการป่วย เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วสัตว์ตระกูลหนูจะมีการดูแลตัวเองค่อนข้างดีอยู่แล้ว หรืออาจเลือกซื้อจากร้านขายที่ดูแลความสะอาดค่อนข้างดี ฉะนั้นเรื่องความสะอาดมีผลต่อสุขภาพของเจอร์บัวอย่างมาก
       
       “ราคาขาย ขึ้นอยู่กับต้นทุน
       ในประเทศไทยยังไม่มีใครนำเข้ามาเลี้ยงแล้วเพาะพันธุ์ได้ลูกออกมา เนื่องจากเจอร์บัวเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างSensitiveและพิถีพิถัน เพราะว่าในธรรมชาติแล้ว เจอร์บัวจะขุดโพรงอยู่ในทะเลทรายซึ่งลึกลงไปเป็นเมตร ภายในโพรงจะแยกห้องเป็นสัดส่วน แต่เมื่อคนเอามาเลี้ยง หลายคนจะเลี้ยงในตู้เลี้ยง ดังนั้นลักษณะที่อยู่อาศัยของสัตว์จึงผิดไปจากธรรมชาติ บางครั้งสามารถให้ลูกได้ก็จริงแต่ไม่เลี้ยงลูก เพราะเป็นสัตว์ที่ตื่นคนง่าย จึงยังไม่มีผู้เพาะพันธุ์คนใดที่สามารถเลี้ยงลูกน้อยเติบโตแล้วอยู่รอดได้เลยในเมืองไทย
       
       “แต่ในเมืองนอกนั้นเขาสามารถเลี้ยงเพาะพันธุ์ได้ แต่จะต้องออกแบบตู้สำหรับเลี้ยงดูเป็นพิเศษ อย่างที่เห็นในต่างประเทศเขาจะทำเป็นตู้กระจกสองชั้น ชั้นบนจะใส่ดินไว้หนาๆ ส่วนชั้นล่างจะเป็นดินอย่างเดียวเลย แล้วเจาะเป็นท่อจากชั้นบนลงมาชั้นล่าง ซึ่งเป็นการจำลองให้มีขนาดความยาวเท่ากับในธรรมชาติ เจอร์บัวก็จะลงไปเลี้ยงลูกอยู่ข้างล่าง
       
       
       “เนื่องจากการผสมพันธุ์ที่ได้ลูกยาก เจอร์บัวในไทยจึงมาโดยการนำเข้า เราไม่สามารถรู้ได้แน่นอนว่าสัตว์เหล่านั้นมีอายุเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่โตในระยะผสมฉะนั้นการเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์จึงต้องทำลักษณะที่อยู่
จำลองเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพตามธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ สำหรับในประเทศไทยคนส่วนใหญ่จะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างหนึ่งเหมือนสัตว์อื่นทั่วๆ 
ไป จึงไม่มีใครคิดเพาะพันธุ์ ฉะนั้นลักษณะพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงจะเป็นตู้กระจก ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับตู้ปลาแล้วนำมารองพื้นด้วยดินสูงในระดับหนึ่งพันธุ์ได้แล้วซึ่งมี
ค่อนข้างเยอะในประเทศอียิปต์ โดยเขาจะเปิดโควตาว่าปีนี้สามารถส่งออกได้กี่ตัว โดยส่วนใหญ่ผู้นำเข้าจะมีการติดต่อทางเจ้าของฟาร์มอยู่แล้ว จากนั้นทางผู้ส่งออก (อียิปต์) จะทำเอกสารไซเตสเพื่อใช้สำหรับการส่งออกสัตว์ คือถ้าสัตว์ชนิดไหนติดบัญชีไซเตส 1 คือห้ามซื้อขาย และที่สามารถซื้อขายได้คือไซเตส 2 และ 3 ฉะนั้นถ้าตัวไหนติดไซเตส 2
และ 3แต่ถ้ามีเอกสารถูกต้องครบถ้วนก็ส่งออกได้ เมื่อมาถึงประเทศไทยเจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสารไซเตสอีกครั้ง และถ้าไม่มีปัญหาก็อนุญาตให้นำเข้าได้
       
       “สำหรับขั้นตอนการนำเข้าหรือการติดต่อเอกสาร บางคนอาจใช้ลักษณะโบรกเกอร์หรือชิปปิ้งในการติดต่อประสานงาน ซึ่งในแต่ละปีมีการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น และมีจำนวนกว่า 100 ตัวเลยทีเดียว ร้านค้าย่อยก็จะรับช่วงขายต่อถึงมือผู้เลี้ยงอีกทีหนึ่ง
       
       ปัจจุบันเจอร์บัวมีราคาขายในตลาดทั่วไปอยู่ที่ 2,500-3,000 บาท ราคาขายนี้ขึ้นอยู่กับต้นทุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องการติดต่อ การนำเข้า จึงไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงเช่นกระต่ายที่เพาะพันธุ์ง่ายและมีเลี้ยงในไทยจำนวนมาก
 ยิ่งถ้ามีลักษณะดี สีสวยก็จะมีราคาแพงขึ้น แต่เจอร์บัวมีสีและลักษณะเหมือนกันในทุกตัว
       
       สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม อย่างที่รู้กันดีว่าแมวเป็นศัตรูตัวฉกาจของหนูตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ในการ์ตูน ทอมแอนด์เจอร์รี่ ก็สะท้อนเรื่องราวของคู่ปรับระหว่างแมวกับหนูได้เป็นอย่างดี ฐานะที่หนูเจอร์บัวเป็นผู้ถูกล่าตลอดกาล จึงต้องระวังไม่ให้สัตว์คู่กัดทั้งสองชนิดนี้อยู่ใกล้กัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
สำหรับฉบับนี้ผู้เขียนเองก้อได้นำเอาข้อมูลของเจ้าเจอร์บัวมาให้ศึกษาถึงอุปนิสัยและการกินของมันหวังคงจะถุกใจท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ