วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน




     สำหรับร้าน คาสสิบา ฮัท (Kassiba Hut) ดูเหมือนจะอยู่คู่กับเว็บเรามาตั้งแต่เริ่มทีเดียวนะครับ ซึ่งให้การสนับสนุนกับเว็บเราเรื่อยมา มาครั้งนี้ ทางคุณหนุ่มเจ้าของร้านก็ได้ให้เกียรติกับทางเว็บนำบทความเกี่ยวกับคามิเลี่ยนมาให้เราได้อ่านกัน โดยผู้เขียนก็ไม่ใช่ใครเป็นเจ้าของร้านที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี คุณหนุ่ม นั่นเองซึ่งนอกจากจะเป็นผู้ขายแล้ว คุณหนุ่มเองยังมีฟาร์มเพาะพันธุ์คาร์เมเลี่ยนของตัวเองอีกด้วย ทำให้มีประสบการณ์ทั้งการเลี้ยงและเพาะพันธุ์เป็นอย่างดี ทั้งจากการศึกษาค้นคว้า และประสบการณ์ที่ได้ประสบกับตัวเองนำมาบอกเล่ากันในวันนี้

การเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (The reproduction of Chameleons)

          วิธีการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานประเภทกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Chameleons) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด รูปร่างก็ต่างๆกัน แนวทางการนำเข้าสัตว์จากต่างถิ่นเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งได้รับการอนุญาตจากหน่วยงาน CITES (CITES ย่อมาจาก Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎหมายอนุสัญญาการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าระหว่างประเทศ จะมีหน้าที่ดูแลเรื่องการค้าและการจำกัดจำนวนสัตว์ป่าและพืชป่าที่จะออกจากประเทศต้นกำเนิดไปยังประเทศปลายทางที่ต้องการนำเข้าสัตว์ป่าและพืชป่าของกรมอุทยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

           กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน มีหลากหลายชนิดด้วยกันซึ่งแตกต่างจากกิ้งก่าชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในประเทศแถบทวีปแอฟริกา มาดากัสการ์ บางชนิดอาศัยอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง และบางชนิดอาศัยอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศอินเดีย กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะพบได้ที่ทะเลทราย ป่าดิบชื้น และบางชนิดจะอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ การที่กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนอาศัยอยู่ในพื้นที่หรือลักษณะภูมิประเทศแตกต่างกันไปนั้น เนื่องจากกิ้งก่าชนิดนี้มีลักษณะพิเศษเด่นในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านสัณฐานและลักษณะกายวิภาคที่แตกต่างจากกิ้งก่าชนิดอื่นๆทั่วไป ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะสำรวจว่าตัวมันเองต้องการและชอบอาศัยอยู่อย่างไร อาทิเช่น กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนขนาดเล็ก ได้แก่ Genii Chameleo, Bradypodion และ Brookesia ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนประเภทนี้จะขึ้นบัญชีสัตว์ป่าประเภทสอง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสนธิสัญญา CITES และมี Brookesia permata จัดอยู่บัญชีสัตว์ป่าประเภทหนึ่ง (Appendix I ) ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนชนิดนี้ไม่สามารถจำหน่ายได้

เทคนิคการเพาะพันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Techniques induction breeding in chameleonids)

         กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมีหลากหลายชนิดที่สามารถเพาะพันธุ์ในประเทศไทยได้ และมีแนวโน้มของความต้องการของลูกค้าต่างชาติสูง และกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนหลายชนิดที่ชอบอากาศเย็น และมีโรงเรือนระบบปิดหรือในร่ม (Indoor) และมีการควบคุมอุณหภูมิความชื้น การถ่ายเทอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งให้สอดคล้องกับความต้องการของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนตามหลักวิชาการ การจัดการฟาร์มตัวอย่างของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนที่เหมาะสมกับสภาวะภูมิอากาศในประเทศไทย ได้แก่กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเวลล์ (Chameleo calyptratus), กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนแพนเทอร์ (Chameleo padalis), กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนมิลเลอร์ (Chameleo melleri), กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนคาร์เพท (Chameleo lateralis) และกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนอุสตาเลท (Chameleo oustaleti) และพันธุ์ อื่นๆที่สามารถทนสภาวะแวดล้อมเมืองไทยได้

การวางไข่ของคาร์เมเลี่ยน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนที่ออกลูกเป็นไข่ ( egg layers ) ซึ่งหลังจากวางไข่แล้วจะใช้ระยะเวลาหนึ่ง ไข่จึงจะฟักเป็นตัว เช่น เวลล์ แพนเทอร์ คาร์เพท
2. กิ้งก่าคาร์มิเลี่ยนที่ออกลูกเป็นตัว ( life born )



วิธีการสังเกตว่าคาร์เมเลี่ยนสามารถเพาะพันธุ์ได้

1. การแสดงออกของการเป็นสัด ซึ่งสังเกตจากตัวผู้จะมีพฤติกรรมผงกหัวเพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย ส่วนตัวเมียจะมีอาการอยู่นิ่ง
     พร้อมที่จะให้ตัวผู้เข้าผสมพันธุ์
2. ตัวผู้จะเข้าผสมพันธุ์กับตัวเมีย (mating periods)
3. ตัวเมียหลังถูกตัวผู้ผสมพันธุ์ แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นของลำตัวและตั้งท้องจนออกไข่ หรือกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนบางชนิดจะออกลูกเป็น
    ตัวตามสายพันธุ์ของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ โดยมีสิ่งที่ควรคำนึงถึง ดังต่อไปนี้

- พ่อแม่พันธุ์ต้องมีสุขภาพดี ไม่มีอาการขาดน้ำ
- แม่พันธุ์จำเป็นอบย่างยิ่งที่จะต้องมีการสะสมไขมันในร่างกายและสุขภาพแข็งแรง
- ควรเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีร่างกายสมบูรณ์ ไม่พิการ
- พ่อแม่พันธุ์ต้องไม่มีอาการบาดเจ็บ หรือเป็นพาหะนำโรค
- พ่อแม่พันธุ์ต้องไม่มีพยาธิต่างๆ โดยสังเกตจากมูลที่ถ่ายออกมาหรือทำการตรวจหาพยาธิในเลือด (Blood check) เพื่อตรวจหาปรสิตบางตัว
  เช่น Microfilarids, Hematozoans หรือการตรวจสมดุลย์ของสารอินทรีย์ในร่างกาย เช่น การตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว


การดูแลพ่อแม่พันธุ์

         หลังจากที่มีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งจะต้องมีการนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย โดยพ่อแม่พันธุ์จะต้องมีใบอนุญาตนำออกของประเทศต้นทางและใบนำเข้าของประเทศไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานอนุสัญญา CITES ในประเทศไทย ลูกที่เพาะพันธุ์ได้ต้องทำการขึ้นทะเบียนแจ้งจำนวนเพิ่มและทำเครื่องหมายของลูกกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต่อไป ซึ่งพ่อแม่พันธุ์ที่นำเข้ามานี้จำเป็นต้องมีการดูแลในเรื่องสุขภาพก่อนที่จะทำการเพาะพันธุ์ ปัญหาที่ควรทำการรักษาและดูแลอย่างยิ่งคือ เรื่องปรสิต ควรทำการกำจัดพยาธิหรือปรสิตอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ โดยให้สัตวแพทย์ทำการรักษา ซึ่งในการักษาสามารถหาซื้อยาได้ทั่วไปตามโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆซึ่งมีราคาถูก มีประสิทธิภาพในการกำจัดพยาธิและปรสิตต่างๆ และจะมีผลกระทบข้างเคียงกับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนน้อยมาก สำหรับอาการป่วยของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนจะสังเกตได้จากจะมีตุ่มตามตัว ควรดูแลตัวเขาไม่ให้เปียกตลอดเวลา ให้ถูกแสงแดดมากขึ้น ให้ Antibiotic cream ทุกเช้าจนกว่าผิวหนังจะเปลี่ยนและหายไปเอง และบางครั้งคาร์เมเลี่ยนอาจมีอาการป่วยจากการขาดน้ำ เราสารมารถสังเกตได้โดยดูที่ท้องมักจะลึกลงไป ตาลึก เราควรให้น้ำมากขึ้น ในส่วนสัตว์อื่นที่มาใหม่เราจะให้ยาถ่ายพยาธิหรือบางกรณีก็จะมีการผ่าตัดเอาพยาธิออกด้วยเช่นกัน

การเพาะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน (Husbandry of Chameleons)

         การเพาะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน เราสามารถแบ่งทำการเพาะเลี้ยงได้ออกเป็น 2 ระบบ คือระบบเปิด (outdoor cages system) โดยเลี้ยงในโรงเรือนเปิด ซึ่งควรเลือกชนิดของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาวะภูมิอากาศที่ใช้เลี้ยง ระบบที่สองเลี้ยงในระบบปิด (indoor cages system) โดยจะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน พันธุ์ที่ต้องการลักษณะภูมิอากาศพิเศษ เช่น เย็นชื้น ซึ่งการเลี้ยงด้วยระบบนี้จะต้องมีการควบคุมในเรื่องของความชื้น อุณหภูมิและการถ่ายเทของอากาศภายในโรงเรือนหรือกรงที่เลี้ยง

1. การเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนระบบเปิด (outdoor encloser) โรงเรือนหรือกรงที่เลี้ยงคาร์เมเลี่ยนแบบนี้จะต้องมีโครงสร้างแข็งแรง ทนทาน เลี้ยงนอกบ้านหรือกลางแจ้งโดยมีต้นไม้อยู่ด้านในกรงเพื่อเป็นที่อยู่ของคาร์เมเลี่ยน สิ่งที่สำคัญของโรงเรือนคือ ต้องแข็งแรง มิดชิด ป้องกันการเข้ามาของสัตว์อื่นๆที่จะมาทำอันตรายให้กับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนได้ เช่น งู หนู นก แมว สุนัข เป็นต้น ด้านโครงสร้างของโรงเรือนควรเป็นเหล็กขนาดใหญ่ และมีตาข่ายป้องกันยุงและแมลงต่างๆ มีแผ่นพลาสติกคลุมด้านบนของโรงเรือนเพื่อป้องกันฝนตก หรือเพื่อควบคุมความชื้นภายในกรง ต้นไม้ควรเลือกที่มีใบมากๆจะสามารถรับหยดน้ำที่สเปรย์ให้กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนดื่มน้ำได้เป็นอย่างดี เช่น ต้นโมกข์ ต้นแก้ว

2. การเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเลี้ยงในระบบปิด (indoor encloser) เราจะเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนในห้องที่ร่ม สิ่งสำคัญที่สุดคือควรมีหลอดไฟ metal halides ซึ่งหลอดไฟชนิดนี้จะมีรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) และรังสีอินฟาเรด (IR) นอกจากนี้จะมีระบบการสเปรย์น้ำ (misting system) และระบบทำความชื้น (humidifying system) ซึ่งควรใช้ระบบน้ำวน (osmosis water system) นอกจากนี้ควรใช้เครื่องปรับอากาศ (air conditioning unit) เพื่อควบคุมอุณหภูมิซึ่งโรงเรือนที่เลี้ยงอาจมีการย่อยหลายๆโรงก็ได้ เพื่อแยกชนิดของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

การดูแลพ่อแม่พันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนก่อนที่จะนำมาเพาะพันธุ์
(Preparing the chameleons for breeding)

1. พื้นที่ในการเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนควรมีขนาดใหญ่และกว้างขวางพอเท่าที่จะทำได้
2. การควบคุมอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการเลี้ยงกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งแต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมแตกต่างกันไป
3. อาหารและน้ำควรเตรียมอาหารที่หลากหลายส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกแมลงบางชนิดอาจให้อาหารจำพวกลูกหนู ลูกนกได้ถ้าเป็นกิ้งก่า
    คาร์เมเลี่ยนชนิดที่มีขนาดใหญ่
4. ตัวเมียที่จะนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ต้องมีสุขภาพดี มีภาวะการเจริญเต็มวัย (sexual maturity) อย่างสมบูรณ์ตัวผู้ที่จะนำมาเป็นพ่อพันธุ์ บางชนิดตอนกลางคืนจะต้องมีการลดอุณหภูมิเพื่อกระตุ้นฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน สิ่งที่เกิดพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์กับตัวเมีย


หลักการให้อาหารพ่อแม่พันธุ์กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

          กิ้งก่าเพศเมียจะผลิตฮอร์โมนเพสเมีย เอสโตรเจน โดยอาศัยพลังงานและสารอาหารต่างๆ เพื่อที่จะไปช่วยผลิตไข่และเกิดการตกไข่ในเพศเมีย สารอาหารที่จำเป็นในระบบสืบพันธุ์เพสเมีย ได้แก่ โปรตีน ซึ่งประกอบไปด้วยกรดอะมิโนชนิดต่างๆ นอกจากนี้กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนยังต้องการกรดไขมัน และสารอาหารที่จำเป็นต่างๆ สารอาหารต่างๆเหล่านี้จะไปเลี้ยงให้กับตัวอ่อนของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน ซึ่งอาจจะไปสะสมในไข่แดง สำหรับพันธุ์ที่ออกลูกเป็นไข่ หรือสารอาหารต่างๆเหล่านี้ผ่านไปยังตัวอ่อนของ  กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนทางรก (placentas) สำหรับพันธุ์ที่ออกลูกเป็นตัว

ประเภทอาหารทีมีคุณค่าทางโภชนการสูงสำหรับกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยน

         กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่กินเนื้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะกินแมลงเป็นอาหารหลัก นอกจากนี้ยังกินสัตว์น้ำเล็กๆ เช่น หอย, กิ้งก่าตัวเล็ก, ลูกนกฅ ลูกหนู นิยมเลี้ยงด้วยจิ้งหรีด นอกจากนี้แมลงและหนอนชนิดต่างๆ สามารถเป็นอาหารของกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนได้ ซึ่งหาได้ทั่วไป ได้แก่
                - หนอนไหม (Silkworms)
                - หนอนยักษ์ (Giant mealworms)
                - แมลงวันบ้าน (House flies
                - แมลงหวี่ ( Fruit flies)
                - หนอนรังผึ้ง (Wax worms)
          กิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต้องการโปรตีนในการเลี้ยงตัวอ่อน และช่วยในการสร้างไข่ ซึ่งกิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนต้องการสารอาหารปริมาณที่เหมาะสม ส่วนในเพศผู้ต้องการโปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการสร้างน้ำเชื้อ

        สุดท้ายอยากฝากถึงผู้เลี้ยงทุกท่านนะครับว่าการเลี้ยงคาร์เมเลี่ยนนั้นควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลให้ดีเสียก่อน เพราะว่ากิ้งก่าคาร์เมเลี่ยนเป็นสัตว์ที่มีความทนทานน้อยกว่าสัตว์เลื้อยคลานประเภทอื่นๆ ซึ่งผมหวังว่าบทความเหล่านี้คงจะพอเป็นแนวทางให้ท่านที่ต้องการเพาะพันธุ์หรือ ต้องการศึกษาข้อมูลได้บ้าง หรือมีข้อสงสัยอะไรที่ผมไม่อาจบรรยายในนี้ได้หมด ขอเชิญเข้ามาปรึกษาที่ร้านได้ตลอดเลยนะครับ

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ตุ๊กแกเสือดาว" สีสด ลายสวย




สวัสดีครับในฉบับนี้ผู้เขียนก็ขอคุยถึงเรื่องของเจ้าตุ๊กแกสีสันสวยงามตัวก่อนแล้วกันครับ

          แม้ภายในจิตใจจะโปรดปรานการเลี้ยงสัตว์ แต่หากสถานที่ไม่เอื้ออำนวย ขาดความรู้หรือไม่มีเวลาเพียงพอต่อการดูแลเอาใจใส่เจ้าสัตว์เลี้ยงแสนรักตัวนั้น ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะนอกจากจะทำให้ลำบากกายไม่สบายตัวทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังอาจเป็นเรื่องเสี่ยงถึงชีวิต...ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวน้อยหรือตัวใหญ่ก็ตาม

          ดังนั้น การเลือกสัตว์ที่ชื่นชอบมาเลี้ยงสักตัว จึงจำเป็นมากที่ต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของสัตว์ที่สอดคล้องกับสภาพของผู้ เลี้ยง อย่างเช่น หากชอบเลี้ยงสุนัขพันธุ์ขนาดใหญ่ ก็ต้องมีพื้นที่มากพอ หรือหากรู้ตัวว่าชอบอยู่เงียบๆ ก็ต้องเลือกเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ส่งเสียงรบกวนมากนัก เหมือนกับ คุณรัฐกิจ จันทรสีมา หรือ คุณรัฐ หนุ่มสถาปนิกผู้ชื่นชอบสัตว์เสียงเบาไม่กวนใจอย่างสัตว์เลี้ยงประเภท "สัตว์เลื้อยคลาน" (Reptile)

          "สัตว์กลุ่มนี้แค่ไม่เห่าก็น่าสนใจแล้ว มันกลายเป็นสัตว์อีกหนึ่งทางเลือก แล้วแต่ความเหมาะสมและความสนใจของแต่ละคน สัตว์ทุกชนิดมันมีความเด่นของมันหมด อย่างหมาก็มีอะไรที่น่าสนใจมากมาย มีตั้งหลายสายพันธุ์ และแต่ละพันธุ์ก็มีพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเราชอบเพื่อนขี้เล่นก็เลี้ยงโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ถ้าไม่ชอบให้สนามเสียหาย ก็ต้องไม่เลี้ยงพันธุ์ที่มันชอบขุดดิน คนชอบแมวก็มีแมวให้เลือกตั้งมาก แมวไทยก็มี แมวนอกก็มี แถมยังมีตั้งหลายสี มีสีใหม่ๆ เข้ามาให้เลือกเลี้ยง อย่างผมไม่สะดวกเลี้ยงหมาก็ต้องหาสัตว์อะไรที่เหมาะกับชีวิตของเรา"

          คุณรัฐ เลือกเลี้ยงสัตว์ประเภทงู และกิ้งก่า แต่ชนิดที่เขาโปรดปราน มีจำนวนมากถึง 80 ตัว ทั้งยังสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้เอง ก็คือ "ตุ๊กแกเสือดาว" (Leopard Gecko)

          "ตุ๊กแกเสือดาว มันเข้ากับชีวิตคนทำงานดีนะ มันหากินกลางคืน ตื่นเช้ามาผมก็ออกไปทำงานปกติ มันก็นอนไป พอกลางคืนกลับมาก็ให้อาหาร ทำความสะอาด มันก็สบายดี แต่ถ้าอย่างกิ้งก่าเบี๊ยดดรากอน หรือกิ้งก่าคามิลเลี่ยน ต้องพาไปตากแดด ต้องมีเวลาดูน้ำ ดูอุณหภูมิ ต้องมีเวลาเอาใจใส่ แต่ผมไม่มีเวลาอยู่บ้านมากนัก ตุ๊กแกเสือดาวมีพฤติกรรมที่เป็นสัตว์หากินกลางคืน เหมาะกับช่วงเวลาที่สามารถดูแลของผมได้"

          คุณรัฐ อธิบายต่อถึงสัตว์เลี้ยงชนิดนี้ว่า ตามธรรมชาติแล้ว ตุ๊กแกเสือดาว มีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณทะเลทรายของประเทศอัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดียตะวันตก มีเปลือกตาหนา เพื่อป้องกันฝุ่นละอองตามธรรมชาติ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดยาวประมาณ 9 นิ้ว ตัวผู้มักมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย แต่บางสายพันธุ์มีขนาดยาวถึง 11 นิ้ว แต่เท้าทั้งสี่นั้นเป็นเล็บแหลมคล้ายกิ้งก่า เพื่อใช้สำหรับการปีนป่าย ต่างจากตุ๊กแกชนิดอื่นๆ ที่มีเท้าเป็นผพังผืด ส่วนหางที่อวบอ้วนของมันยังเป็นตัวช่วยในการเก็บสารอาหารและน้ำดื่มไว้ใช้ ได้อย่างสม่ำเสมอ






          เหตุที่ตุ๊กแกเสือดาวเป็นที่แพร่หลายในกลุ่มผู้ นิยมเลี้ยงสัตว์แปลกในปัจจุบัน เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถจับต้องได้และเชื่องกับเจ้าของ แต่ความโดดเด่นสะดุดใจคนเลี้ยงมากที่สุดก็คือ สีสันและลวดลายคล้ายเสือดาวของมัน ซึ่งจากการพัฒนาสายพันธุ์ของผู้เลี้ยง สร้างตุ๊กแกเสือดาวหลากหลายชนิดตามลักษณะสีผิว ลวดลาย และสีของดวงตา โดยสายพันธุ์ที่นิยมในต่างประเทศและเป็นที่รู้จักในเมืองไทย คุณรัฐได้ยกตัวอย่าง เช่น

           RAPTOR มาจาก R=Ruby eye A=Albino P=Patternless T=Tremper OR= Orange ลักษณะเด่นของมันคือ ตาแดง ไม่มีจุด ตัวเป็นสีส้ม หางเป็นสีส้ม

           APTOR มาจาก A=Albino P=Patternless T=Tremper OR= Orange ลักษณะเด่นคล้ายกับ RAPTOR จะต่างกันก็ที่สีตาไม่แดง ซึ่ง RAPTOR เกิดจากการพัฒนาของ APTOR นั่นเอง

           Eclipse พวกนี้เกิดจากการพัฒนา APTOR มีตาสีดำและจุดที่ตัว จะเป็นหม่นๆ สีเทาๆ

           Snow มีลักษณะ ลำตัวขาว และมีจุดดำ ตอนเล็กๆ จะเห็นได้ชัดเจน โตขึ้นมาอาจจะมีสีเหลืองปน

           Bell albinoเเละ tremper albino นั้น เป็น albino หรือตุ๊กแกเผือกทั้งคู่ แต่เกิดจากคนที่ค้นพบที่ต่างกัน bell albino จะมีสีที่เข้มกว่า และนัยน์ตาอมแดงกว่า นอกจากนี้ ยังมี rainwater albino ซึ่งออกสีขาวมากกว่า

           Tangerine เป็นตุ๊กแกลำตัวสีส้ม แต่หากไม่มีจุดที่ลำตัวเเละหัว หรือมีเพียงจุดที่หางเท่านั้น เรียก super hypo tangrerine

           Blizzard เป็นตุ๊กแกตัวสีขาวเทาและตาดำ แต่ใน blazing blizzard นั้น จะมีสีขาว เเละตาอมแดง

           Pattemless พวกนี้จะไม่มีลายและจุด และลำตัวออกสีเหลือง

           Normal เป็นตุ๊กแกสีพื้นฐาน หรือพวกที่มีในธรรมชาติ มีจุดมากทั่วตัว และมีสีหลืองที่ลำตัว

           High yellow พวกนี้จุดจะน้อยกว่าตุ๊กแก normal แต่จะมีสีสดเด่นชัดมากกว่าทั้งสีเหลืองและลายดำ

          "พวกนี้เป็นตุ๊กแกเสือดาวทั้งหมด แต่คำเหล่านี้เป็นชื่อเรียกของสี หรือในต่างประเทศเรียกว่า morph อย่างตอนนี้ก็มีสีใหม่ของโลก เรียกว่า Enigma หายากและมีราคาแพง สีสันของมันก็เป็นคำตอบได้ว่า ทำไม ผู้เพาะพันธุ์หรือบรีดเดอร์ต้องเลี้ยงพวกมันจนโต รอเป็นปีกว่าจะผสมพันธุ์มันและมีลูกออกมา ไม่อย่างนั้นก็ลงทุนซื้อตัวสวยๆ จากเมืองนอกมาเลี้ยงเองเลยก็ได้ แต่มันจะรู้สึกต่างกับลูกตุ๊กแกที่เราเพาะได้เอง บางครั้งก็ได้ลูกสีที่ต่างออกไป เกิดเป็นสีใหม่ๆ ได้ตลอด คาดเดาไม่ได้ หรือแม้แต่การจับผสมพันธุ์ก็ต้องลุ้นอีกว่ามันจะกัดกันไหม จับคู่กันได้หรือเปล่า มันเหมือนเป็นเสน่ห์ของการเลี้ยงอีกอย่างหนึ่ง"

          คุณรัฐ บอกต่อว่า ตุ๊กแกเหล่านี้ในวัยเด็กจะมีลวดลายเป็นแถบ แต่แถบเหล่านั้นจะค่อยๆ จางลง จนมีสีและลายที่ชัดเจนเมื่ออายุ 1 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ตุ๊กแกสามารถผสมพันธุ์ได้ ผู้เลี้ยงสามารถสังเกตเพศได้จากบริเวณใต้โคนหางติดกับขาหลัง หากเป็นตัวผู้จะมีตุ่มเล็กๆ หรือต่อมฟีโรโมนเรียงกันเป็นรูปตัว V และในฝั่งหางจะมีตุ่มปูดอีก 2 ตุ่ม แต่ถ้าไม่มีแสดงว่าเป็นตัวเมีย หากผสมพันธุ์แล้ว ประมาณ 1 เดือน ตัวเมียจะออกไข่ ครั้งละ 2-5 ฟอง ฟักไข่นาน 45 วัน ลูกตุ๊กแกตัวน้อยๆ จึงจะโผล่พ้นเปลือกให้เชยชม

          สำหรับการเลี้ยงดูเจ้าตุ๊กแกสีสวยนี้ คุณรัฐ อธิบายว่า สามารถเลี้ยงได้ทั้งในกล่องพลาสติค ตู้ปลา หรือตู้อะครีลิกก็ได้ ส่วนเขาเลือกเลี้ยงในชั้นพลาสติคเพื่อการประหยัดพื้นที่ มีน้ำหนักเบา ดูเป็นระเบียบและถอดล้างได้สะดวก โดยจัดให้ตุ๊กแกอยู่เพียงชั้นละตัวเพื่อความปลอดภัย

          ภายในกล่องเลี้ยงรองพื้นด้วยทรายละเอียด หรือทรายสำหรับสัตว์เลื้อยคลาน แต่คุณรัฐบอกว่าที่สะดวกและสะอาดที่สุดก็คือ กระดาษพิมพ์งานทั่วไป เพราะเปลี่ยนถ่ายง่าย ไม่ทิ้งคราบ ประหยัด แต่ถ้าใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ควรทิ้งไว้ก่อนไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ เพื่อให้เคมีจากหมึกพิมพ์คลายกลิ่นเบาลงก่อน ที่สำคัญคือต้องมีห้องนอนสำหรับตุ๊กแก คุณรัฐใช้วิธีนำกล่องพลาสติคเจาะรู ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 2 นิ้ว ภายในบรรจุขุยมะพร้าวและฉีดน้ำพอประมาณ เพื่อรักษาความชื้น กล่องนี้จะเป็นทั้งห้องนอนและที่ซ่อนตัวที่แสนสบายของมัน

          ส่วนภาชนะที่เหมาะสมกับการใส่น้ำ อาหาร แคลเซียม และวิตามิน ควรใช้ถ้วยที่ไม่มีความลึกหรือตื้นเกินไป ปากถ้วยกว้างเพื่อให้ตุ๊กแกกินอะไรได้ง่าย คุณรัฐให้น้ำดื่มสำหรับคนให้กับตุ๊กแก เปลี่ยนน้ำทุกวัน ส่วนอาหารก็คือ หนอนนก แต่เขาจะนำหนอนนกมาคลุกผงแคลเซียมด้วย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และจะให้ผงแคลเซียมและวิตามินแยกไว้ต่างหากอีกถ้วยให้ตุ๊กแกมาเลียกินทุกวัน

          "ที่ต้องเสริมแคลเซียมเพราะว่าสัตว์พวกนี้ไม่โดดแดด เราต้องช่วยเรื่องกระดูกของสัตว์ ไม่เช่นนั้นตุ๊กแกอาจจะเป็นโรคกระดูก ขางอไม่ได้รูปทรง หรือขาบิดอย่างชัดเจน แล้วก็จะพิการไปเลยถึงขั้นตายไปเลยก็มี จริงอยู่ที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างให้พวกมันต้องการแดด เพราะกลางวันมันจะหลบในรู แต่ในธรรมชาติตุ๊กแกมันกินอาหารอื่นๆ ที่มีคุณค่าได้มากกว่าหนอนนกด้วย บางทีมันก็กินลูกหนู กับจิ้งหรีด แต่ผมว่ามันอันตราย ทดลองมาแล้ว เพราะจิ้งหรีดจะชอบอยู่ใกล้หรือกินมูลของตุ๊กแก ซึ่งอาจจะมีโปรโตซัวติดอยู่ แล้วถ้าตุ๊กแกกินจิ้งหรีดเข้าไปก็อาจติดเชื้อโรคจากโปรโตซัวได้เหมือนกัน" คุณรัฐ เสริม

          ส่วนอายุขัยของตุ๊กแก มีรายงานจากต่างประเทศว่า มันอายุยืนถึง 27 ปี แต่จากประสบการณ์การเลี้ยงในเมืองไทย มีอายุเฉลี่ยราว 3 ปี มีราคาซื้อขายทั่วไป อยู่ที่ตัวละ 700 บาท จนถึงหลักหมื่น สำหรับผู้สนใจควรจะศึกษาข้อมูลก่อนจะซื้อมาเลี้ยงครับ  ในฉบับนี้ผู้เขียนก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จิ้งเหลนจระเข้ (Red-eyed Crocodile Skink)สัตว์เลี้ยงตัวเล็กในป่าจำลอง

        
                วันนี้ขอเสนอสัตว์เลี้ยงที่มีความน่าสนใจไปอีกแบบ และมีกลุ่มผู้เลี้ยงจริงในปัจจุบัน นั่นคือ จิ้งเหลนจระเข้ หรือ เรด อาย ครอกโกไดล สกินก์ (Red-eyed Crocodile Skink) ถูกเรียกขานอีกชื่อว่า "กิ้งก่าจระเข้" หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "เรด อาย สกิงก์" เนื่องจากว่าแม้มันเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดจิ้งเหลนก็จริง แต่พฤติกรรมและลักษณะของมันกลับเหมือนกิ้งก่ามากกว่าที่จะเป็นจิ้งเหลนแบบที่เราเคยเห็นโดยทั่วไป โดยเฉพาะลำตัวที่มีลักษณะเป็นเดือยหนามปกคลุมโดยทั่วจรดถึงหางคล้ายจระเข้ ซึ่งแตกต่างจากตระกูลจิ้งเหลนซึ่งจะมีผิวหนังเรียบ อาจกล่าวได้ว่าเป็นจิ้งเหลนเพียงชนิดเดียวที่มีลักษณะเช่นนี้ กลุ่มคนรักสัตว์จึงรู้จักมันในนามของ "กิ้งก่าจระเข้" เป็นส่วนใหญ่ (แต่ในบทความนี้ขอเอ่ยว่า จิ้งเหลนจระเข้ ตามชนิดของสัตว์)


   "ลักษณะภายนอกของ เรด อาย สกิงก์ คล้ายกิ้งก่า แต่จริงๆ แล้วมันคือ จิ้งเหลน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อย่างที่เราพบเห็นกันมากตัวจิ้งเหลนมันจะออกลื่นๆ ตัวยาวๆ ผิวมันๆ แต่ลักษณะของ เรด อาย สกิงก์ จะต่างออกไป คือมีหนามแหลมทั่วลำตัว หัวทรงสามเหลี่ยม ลำตัวคล้ายทรงสี่เหลี่ยม มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ แถมยังออกลูกเป็นไข่ ขณะที่จิ้งเหลนทั่วไปออกลูกเป็นตัว" คุณปิยสิชฌ์ ภัฒนะพราหมณ์ หนุ่มรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบสัตว์ประเภทเลื้อยคลานเป็นพิเศษ และเลี้ยงเจ้าจิ้งเหลนจระเข้นี้มานานกว่า 5 ปี กล่าวให้ข้อมูล

          ก่อนเลี้ยงจิ้งเหลนจระเข้คุณปิยสิชฌ์ เริ่มเลี้ยงอีกัวน่า สัตว์เลี้ยงประเภทเลื้อยคลานที่เคยโด่งดังเมื่อ 10 ปี ที่แล้วมาก่อน จากนั้นเขาจึงค้นพบว่าสัตว์เลี้ยงประเภทนี้เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก จึงเริ่มมองหาสัตว์เลื้อยคลานประเภทอื่นๆ มาเลี้ยงเพิ่ม โดยศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ จนราว ปี 2547 มีคนนำเข้าเจ้าจิ้งเหลนตัวนี้เข้ามาจำหน่ายในไทย เขาจึงซื้อมาเลี้ยงไว้เพื่อศึกษาพฤติกรรม

          "สมัยก่อนผมปิ๊งสัตว์เลื้อยคลานมาก จากอีกัวน่าก็เริ่มศึกษาสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่นๆ จากเว็บไซต์ จนมีคนนำเข้าเจ้าเรดอายฯ เข้ามาขายก็สนใจ สอบถามราคาก็สามารถหาซื้อได้เพราะอยู่ราคาหลักพัน เลยซื้อมาเลี้ยงเป็นคู่ พอให้รู้ว่าลักษณะเป็นอย่างไร ปรากฏว่ามันเป็นสัตว์นิสัยดี ไม่แสดงความก้าวร้าวเลย นอกจากจะบีบคอ หรือตะปบ หรือจับมันแรงๆ มากสุดก็จะอ้าปากขู่ เล็บก็ไม่ได้แหลมคม ผมจึงมองว่าเป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสัตว์บางชนิดสวยก็จริง แต่ดุโดยสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่เป็นเสน่ห์ที่หลายๆ คนชอบเหมือนกันก็คือ ความชอบส่วนตัวอยากเลี้ยงจระเข้ หรือสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ แต่การเลี้ยงเจ้าตัวนี้มันทำให้เรารู้สึกว่ามีจระเข้ตัวเล็กๆ ที่มีขนาดย่อส่วนลงมา ซึ่งขนาดที่เห็นนี่คือตัวโตเต็มที่ของมันแล้ว คือมีขนาดเฉพาะลำตัวประมาณ 3 นิ้ว หางประมาณ 2 นิ้ว เท่านั้นเอง"

          ข้อมูลของ เรด อาย คอกโกได สกิงก์ ที่กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ชนิดนี้ได้บอกเล่าเพิ่มความรู้ในกลุ่มคนรักสัตว์ชนิด เดียวกัน ในเว็บไซต์ siamreptile.com ยังยืนยันได้ว่าขนาดโตเต็มที่ของจิ้งเหลนชนิดนี้ หากนับจากหัวจรดหางมีความยาวเพียง 7-10 นิ้ว เมื่อแรกเกิดที่ฟักออกจากไข่จะมีขนาดราว 2 นิ้ว เท่านั้น โตเต็มวัยเมื่อมีอายุประมาณ 6-8 เดือน ส่วนอายุขัยก็ยาวนานถึง 10-15 ปี นอกจากหนามทั่วตัว และหัวทรงสามเหลี่ยมแล้วนั้น มันยังโดดเด่นด้วยวงแหวนสีส้ม-แดง รอบดวงตา ซึ่งในบางสายพันธุ์จะมีสีน้ำตาลทอง ที่บริเวณใบหน้าและเท้า อันเป็นที่มาของชื่อ ซึ่งในต่างประเทศมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ อาทิ Caque Headed Skink,Red or Orange or Yellow Eye Crocodilw Skink, Helmeted Skink หรือ เรียกสั้นๆ ว่า "Trib"

          ปัจจุบัน การซื้อขายจิ้งเหลนจระเข้มีการนำเข้าจากอินโดนีเซียเป็นส่วนใหญ่ แต่มีแหล่งกำเนิดหลักที่ป่าชื้นในบริเวณหมู่เกาะปาปัวนิวกินี โดยยึดพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำเป็นถิ่นอาศัย ดังนั้น จึงเป็นความแปลกใหม่ของผู้เลี้ยงสัตว์กลุ่มเลื้อยคลานที่แตกต่างจากการ เลี้ยงกิ้งก่าแบบทั่วไป นั่นคือ การจัดหาสถานที่ที่เหมาะสม มีความชื้นเพียงพอ ไม่ร้อนหรือแห้งจนเกินไป คุณปิยสิชฌ์ต้องเนรมิตตู้ปลาว่างเปล่าเป็นป่าน้อยผืนเล็กๆ ที่มีต้นไม้ต้นน้อยเป็นกลุ่ม มีขอนไม้เพื่อเป็นที่ปีนป่ายและเป็นที่หลบซ่อน รองพื้นด้วยขุยมะพร้าวสูงมากกว่า 2 นิ้ว แล้วปูหญ้ามอสส์เป็นพรมนิ่มเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น วางถาดใส่น้ำสะอาด หรือจัดเรียงโขดหินเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ไว้ภายใน และหมั่นฉีดฟ็อกกี้เพื่อเพิ่มความชื้นในตู้กระจกทุกวัน และวางตำแหน่งตู้ในพื้นที่อากาศถ่ายเทสะดวก

          "เนื่องจากว่า เรด อายฯ เป็นสัตว์ที่ต้องการความชื้นสูง การเลี้ยงในตู้จึงต้องพยามเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ตู้เลี้ยงยิ่งใหญ่ ยิ่งดี จัดระบบนิเวศน์ให้เหมือนธรรมชาติ คือมีใบไม้ ต้นไม้มากๆ มีพื้นดินชื้นๆ มีถาดน้ำให้เขาแช่บ้าง แต่ปกติ พวกนี้ไม่ได้ลงน้ำหรือว่ายน้ำขนาดนั้น เพียงให้เขาอยู่ใกล้ๆ แหล่งน้ำ มีที่มุดที่ซ่อน ซึ่งการเลี้ยงในตู้ลักษณะนี้เราสามารถเลี้ยงรวมกับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อย่างกบบางชนิดที่มีขนาดใหญ่กว่าเรด อายฯ ได้ เพราะเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน"

          จิ้งเหลนจระเข้ ตามธรรมชาติหากินเวลากลางคืน มีอาหารหลักคือ จิ้งหรีด ทาก ลูกกบ หนอน ตั๊กแตน ไส้เดือน หนอนไหมหนูแดง และแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก แต่เมื่อนำมาเป็นสัตว์ภายในบ้าน คุณปิยสิชฌ์ บอกว่า สามารถให้อาหารได้ง่ายๆ โดยให้จิ้งหรีดหรือหนอนนก ซึ่งเป็นอาหารสัตว์ที่หาซื้อได้ง่ายในปัจจุบัน นำมาคลุกกับผงวิตามินรวมหรือผงแคลเซียมก่อนโรยใส่ในตู้เพื่อเสริมแร่ธาตุให้ กับสัตว์เลี้ยงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่ควรเลือกหนอนและจิ้งหรีดที่มีขนาดเล็ก

          "สัตว์ที่เป็นสัตว์เลื้อยคลานเกือบทุกชนิดดูแลง่าย ให้อาหารง่าย ถ้าเราไปต่างจังหวัดหลายวัน สัตว์ก็อยู่ได้ เพราะสามารถอดอาหารได้เป็นอาทิตย์ แต่ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ก็อยู่ได้เป็นเดือน หากสามารถแยกเพศได้จริงๆ ก็ขยายพันธุ์ได้ไม่ยาก เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ก็สามารถจับคู่ให้ผสมพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องมีอุณหภูมิและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย สำหรับ เรด อายฯ หากผสมพันธุ์แล้วมันจะใช้เวลาตั้งท้อง 20 กว่าวัน ช่วงที่ท้องอ่อนจะสังเกตลำบาก ตัวที่เป็นสีดำจึงค่อนข้างลำบากในการมอง แต่ในช่วงไข่แก่เต็มที่ เมื่อคลำดูจะเห็นชัดเจนมากขึ้น พอใกล้ถึงเวลาวางไข่มันจะมีพฤติกรรมลุกลี้ลุกลน จะทำรังทำอะไรเตรียมแอ่งไว้ ถ้าเราเลี้ยงให้มีระบบนิเวศน์ใกล้เคียงก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะการใช้ขุยมะพร้าวรองพื้นตู้เป็นวัสดุในการวางไข่ที่ดีของพวกมัน"

          ส่วนเรื่องการซื้อขายในปัจจุบัน จิ้งเหลนจระเข้ มีราคาค่าตัวอยู่ที่ตัวละ 1500 บาทขึ้นไป มีการซื้อขายเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คุณปิยสิชฌ์ แนะนำว่าควรเลือกซื้อตัวที่สมบูรณ์ โดยสังเกตจากโครงสร้างโดยรวมและเกล็ดหนามบริเวณแถบหลังว่าครบหรือไม่ หากไม่เรียงเป็นระเบียบหรือเกล็ดใดเกล็ดหนึ่งแหว่งหรือขาดไปแสดงได้ถึงความ ไม่สมบูรณ์ หรือสังเกตที่นิ้วเท้าทั้งสี่และปลายหางว่าครบ ขาดหรือไม่ เพราะตามธรรมชาติหาก เรด อายฯ เจอตัวผู้ด้วยกันอาจมีการต่อสู้ หรืออาจผ่านการเลี้ยงแบบไม่ถูกสุขลักษณะมาก่อน เช่น ปล่อยให้น้ำเน่า และควรเลือกตัวที่มีเนื้อตัวสะอาด ไม่เป็นแผล และมีสีรอบดวงตาเด่นชัด

          "สมัยก่อนคนเห็นสัตว์ประเภทนี้ก็คงรังเกียจ แต่สมัยนี้มีการเผยแพร่ทั้งทางสื่อและอินเตอร์เน็ตมากขึ้น คนจึงเริ่มรู้จักและรับรู้ได้ว่ามันไม่ได้ดุร้ายหรือน่าเกลียดอย่างที่เห็น ประกอบกับยุคสมัยนี้สภาพความเป็นอยู่ของคนเมือง มีชีวิตที่เร่งรีบ และที่อาศัยก็เล็กลง เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ส่วนใหญ่อยู่คอนโดฯ อพาร์ตเม้น ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน การเลี้ยงสัตว์ประเภทนี้จึงไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากเหมือนสุนัขหรือแมว ที่ต้องใช้เวลาดูแลหลายชั่วโมงต่อวัน พวกสัตว์เลี้ยงเลื้อยคลานจึงเริ่มเข้ามาแทนที่มากขึ้น เรียกกันว่า เอ็กโซติกเพ็ก หรือพ็อกเก็ตเพ็ท ไซซ์เล็กๆ ที่มีความแปลกมาเลี้ยงกันมากขึ้น แต่ถ้าจะเลี้ยงต้องศึกษาสัตว์แต่ละชนิดด้วยว่าเป็นสัตว์สังคมหรือเปล่า บางชนิดเลี้ยงตัวเดียวก็ได้ แต่ต้องดูตัวเองด้วยว่าเรามีทุนพอที่จะเลี้ยงได้นานหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ซื้อตัวมา แต่ไม่สามารถซื้ออาหาร หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในการเลี้ยงได้ ทางที่ดีศึกษาก่อน หรือเริ่มแค่เพียงตัวเดียว ชอบไม่ชอบก็ค่อยดูอีกที" คุณปิยสิชฌ์ ให้ความเห็น

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าความแปลกจะสร้างแรงดึงดูดให้อยากหาซื้อมาเลี้ยง แต่ผู้สนใจจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้แน่ชัดเสียก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่  เราควรหารายละเอียดเพิ่มก่อนที่จะซื้อมาเลี้ยงดีกว่านะครับ

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กุ้งไดโนเสาร์-กุ้งไทรออปส์ (Triops)




      


          กุ้งชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  ซึ่งจัดอยู่ในไฟลัมครัสเตเซียนเหมือนกับกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งทะเลอื่นๆ ถึงแม้หน้าตาดูไม่ค่อยเหมือนกุ้ง  แต่กลับมีรูปร่างเหมือนแมงดาทะเล แต่กุ้งไทรออปส์ เป็นสัตว์น้ำจืด  จึงมีคนเรียกว่า "แมงดาทะเลน้ำจืด" หรือ "กุ้งไดโนเสาร์"  เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่างมาตั้งแต่ยุคไทรแอสสิก ประมาณ 220 ล้านปีมาแล้ว จัดได้ว่าเป็นฟอสซิลที่มีชีวิตอีกจำพวกหนึ่งได้ที่เกิดในยุคไดโนเสาร์และยังสามารถปรับตัวเองให้มีชีวิตอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน

                ไทรออปส์ มีลักษณะเด่น คือ มีตา 3 ตา อันเป็นที่มาของชื่อ (tri (ไทร) = สาม, ops (ออปส์) = ตา) มีส่วนหางที่มีลักษณะเป็นง่ามคู่ที่ยาวออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตสั้นมาก คือ สามารถมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-3 เดือน จึงเป็นสัตว์ที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะมีขนาดใหญ่ขึ้นถึงวันละ 2 เท่า ขนาดเมื่อโตเต็มที่โดยเฉลี่ยราว 1-3 นิ้ว แต่ในบางชนิดหากได้รับอาหารและอุณหภูมิที่เหมาะสมอย่างเต็มที่อาจใหญ่ได้เท่ากับฝ่ามือมนุษย์

            การหายใจ ของไทรออปส์อยู่ที่ขา ซึ่งมีมากถึง 35-71 คู่ ซึ่งใช้ทั้งว่ายน้ำและลำเลียงอาหารเข้าปาก และใช้ในการหายใจ โดยที่เท้าของไทรออปส์มีอวัยวะพิเศษที่คล้ายเหงือก เมื่อไทรออปส์เคลื่อนที่หรือว่ายน้ำไปมา ก็จะได้รับออกซิเจนจากน้ำผ่านเข้าไปทางขานั่นเอง

                พบแพร่กระจายอยู่ในหนองน้ำหรือบึงน้ำในทวีปอเมริกาเหนือ, อเมริกาใต้, ยุโรป, , แอฟริกา, ญี่ปุ่น, นิวแคลิโดเนีย, ออสเตรเลีย และแอนตาร์กติกา  ส่วนในเมืองไทย การเลี้ยงสัตว์ชนิดนนี้เป็นการซื้อไข่มาเพาะฟักและเลี้ยงเก็บไข่   ปัจจุบันพบ 16 ชนิด โดยแบ่งออกเป็น สกุล Lepidurus 10 ชนิด และ Triops 6 ชนิด

            ปัจจุบัน ไทรออปส์นิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ด้วยความที่เป็นสัตว์แปลก และเลี้ยงง่าย ซึ่งนิยมจะเลี้ยง ไทรออปส์ตั้งแต่ยังเป็นไข่ โดยจะทำการฟักไข่ของไทรออปส์ในตู้ปลา โดยจัดอุณหภูมิและสภาพน้ำที่เหมาะสม   ไทรออปส์ก็สามารถฟักเป็นตัวได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง  การเลี้ยงนิยมให้อาหารพวกไส้เดือนน้ำ ลูกน้ำ เป็นต้น  มีคนเสนอว่าให้เลี้ยงเพื่อใช้กำจัดลูกน้ำ แต่ส่วนมากนิยมเพราะเป็นสัตว์ประหลาด เสมือนสัตว์โบราณมากกว่า

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)สัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน

  


สวัสดีครับสำหรับสัตว์หายากในฉบับนี้ผู้เขียนก็ได้นำเอาเรื่องราวของเจ้าลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)มาให้ได้ศึกษา
ถึงอุปนิสัย  และอาหารของเจ้าลิงตัวนี้กิน
              ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier) นั้นเป็นสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน พบได้ในเขตตอนกลางของเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพืชพันธุ์ต่างๆอยู่น้อยต่ำกว่าป่าเขตร้อนทั่วไป ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์นั้นมีความเชื่อกันว่ามันได้สุญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 20 หรือตามข่าวก็คือไม่เคยมีผู้ใดเห็นมากว่า 80 ปี จนคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งมีการค้นพบพวกมันอีกครั้งตามข่าว
ลักษณะทั่วไปของ ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)
             ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์นั้นมีความยาวลำตัวประมาณ 95-105 ม.ม. (ประมาณ 4 นิ้ว) และน้ำหนักน้อยกว่า 57 กรัม (2 ออนซ์) ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์นั้นมีขนาดตัวเล็กกว่าทาร์เซียร์ชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีหูขนาดเล็กกว่าทาร์เซียร์ชนิดอื่น ลักษณะขนของมันเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมแดง และหนังที่มีสีเทา หางเป็นสีน้ำตาลยาว โดยที่ความยาวตั้งแต่หัวถึงหางจะยาวอยู่ที่ประมาณ 135-275 ม.ม.         
          
              ลักษณะเด่นของลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์อยู่ที่ดวงตาที่มีขนาดใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 16 ม.ม. ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์ยังมีเล็บนิ้วมือทั้งหมด 5 นิ้ว และนิ้วมือมันค่อนข้างยาวเพื่อช่วยในการปีนป่ายต้นไม้ได้รวดเร็วและเพื่อใช้จับอาหาร

พฤติกรรมของ ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)
             ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier) พบว่าพวกมันอาศัยอยู่เป็นคู่นานถึง 15 เดือน ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์มี 2 ฤดูกาลผสมพันธุ์ เริ่มต้นในช่วงฤดูฝนและยาวไปอีกประมาณ 6 เดือน ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์ใช้ระยะเวลาในการตั้งท้องใช้เวลา 178 วัน โดยเฉลี่ย และลูกๆของลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์จะคลอดออกมาดูโลกในช่วงเดือนพฤษภาคม และจากพฤศจิกายน-ธันวาคม ลูกของลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์นั้นค่อนข้างมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว โดยที่ลูงลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์จะเริ่มจับเหยื่อเองเมื่ออายุได้เพียง 42 วัน และจะเริ่มการเดินทางไปกับฝูงหลังจากนั้นอีก 23 วัน
            ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)เป็นสัตว์ออกหากินเวลากลางคืน และใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนต้นไม้ ส่วนในเวลากลางวันพวกมันจะนอนในลักษณะเกาะต้นไม้นอน ลิงปิ๊กมีทาร์เซียร์นั้นจะไม่เหมือนกับลิงทาร์เซียร์ชนินอื่นที่มักใช้ต่อมกลิ่นในการแบ่งอาณาเขต แต่พวกมันจะใช้ลักษณะของการสื่อสารตามแบบฉบับของมัน

อาหารของ ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์(Pygmy Tarsier)

             ลิงปิ๊กมี่ทาร์เซียร์ เป็นสัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร พวกมันจะจับพวกสัตว์เล็กและแมลงเป็นอาหาร เช่น แมลงต่างๆ นก งู หนู

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เฟอเรท (Ferret)เจ้าขนฟูแสนซน




          เฟอเรท อาจเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคยนัก แต่สำหรับคนรักสัตว์กลุ่มนี้ เฟอเรท คือสัตว์เลี้ยงแสนซนที่ซ่อนความน่ารักไว้ในตัว มีเสน่ห์ทั้งในรูปร่างที่เต็มไปด้วยขนฟูฟ่อง ลำตัวยาว หน้าตาจิ้มลิ้ม มีสีหลากหลาย อาทิ ซิลเวอร์ ไลท์ซิลเวอร์ แพนด้า ชินเนมอล แฟนซี อัลบิโน ฯลฯ แถมยังมีท่าทางขี้สงสัยใคร่รู้ตลอดเวลา สนใจสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ แต่สามารถจับเล่นและกอดอุ้มได้

          "จุดเด่นของเฟอเรทคือ ลักษณะนิสัยและรูปร่างหน้าตาที่ค่อนข้างน่ารัก คล้ายแมว ถ้าฝึกมันก็จะเชื่อง จะสั่งให้มันเล่นหรือนอนหมอบก็พอจะทำได้ในระดับหนึ่ง แต่คงไม่ฉลาดเหมือนหมาหรือแมว สามารถฝึกให้คุ้นเคยได้โดยใช้อาหารล่อ แต่คนเลี้ยงต้องใช้ความอดทนสูง เพราะมันจะติดเล่น เหมือนเด็กเล็กๆ ซนๆ เล่นกับมัน ฝึกกับมันสักพักมันก็จะเริ่มเบื่อ ไม่สนใจ จะไปเล่นอย่างอื่น ใครเลี้ยงก็ต้องอดทนกับมันหน่อย บางตัวห่วงเล่นจนไม่ยอมนอน ง่วงตาปรือแล้วยังจะห่วงเล่น"

          คุณดามพ์ แสงหิรัญ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อธิบายถึงความแสนซนขี้เล่นของเฟอเรทอันเป็นสิ่ง ดึงดูดให้เขาตัดสินใจเลี้ยงไว้ในบ้าน และเป็นเหตุผลที่ไม่ต่างจากสมาชิกผู้เลี้ยงคนอื่นๆ ซึ่งมีทั้งวัยรุ่นที่กำลังศึกษา และคนวัยทำงานที่อยู่ในหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง รวมถึงคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศก็เลี้ยงเฟอเรทเช่นกัน

          แต่หากย้อนกลับถึงความเป็นมา เฟอเรท นับเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่มีแหล่งกำเนิดทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป ในอดีตเมืองไทยพบเห็นได้เพียงตามสวนสัตว์ แต่ระยะหลังราว 6-7 ปี ที่ผ่านมา มีการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีการพัฒนาสายพันธุ์เป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น มาจำหน่ายยังตลาดสัตว์เลี้ยงในราคาหลายพันบาท แต่ในช่วงนั้น เฟอเรทไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้นิยมเลี้ยงสัตว์ต่างถิ่นเท่าที่ควร เนื่องจากเฟอเรทเป็นสัตว์ในตระกูล Pole Cat หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกลิ่นเฉพาะเช่นเดียวกับ มิงค์ ชะมด นาก ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีต่อมกลิ่นสำหรับการสื่อสาร ป้องกันตัว หรือแสดงอาณาเขต กลิ่นสาบของเฟอเรทจึงเป็นเรื่องขัดใจของหลายๆ คน ที่ถึงแม้จะสนใจรูปร่างหน้าตาของมันแค่ไหนก็ตาม

          "เฟอเรท มีข้อเสียเรื่องกลิ่น แต่เป็นกลิ่นตัว กลิ่นเฉพาะของมันที่จะปล่อยในช่วงตกใจ ตื่นเต้น หรือผสมพันธุ์ เรื่องกลิ่นนี้ผู้เลี้ยงต้องยอมรับ แต่ในเวลาปกติก็ไม่ส่งกลิ่นมาก ถ้าหมั่นเช็ดตัวก็จะช่วยบรรเทากลิ่นไปได้ ใช้น้ำยาช่วยลดกลิ่นสำหรับเฟอเรทก็ได้หรือจะใช้ผ้าเช็ดตัวสำหรับแมวหรือ สุนัข การทำหมันก็เป็นการลดกลิ่นได้อีกวิธีหนึ่ง จึงอาจมีส่วนทำให้เฟอเรทไม่เป็นที่นิยมและไม่ค่อยมีการแพร่พันธุ์ แต่มีข้อดีคือ มันสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพอากาศบ้านเรา" คุณดามพ์ เสริม

          แต่สำหรับสมาชิกคนรักเฟอเรทกลุ่มนี้ เรื่องกลิ่นดูเป็นเรื่องจิ๊บๆ เพราะเข้าใจและยอมรับในธรรมชาติของสัตว์ อีกทั้งพวกเขายังพยายามศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง จนนำมาสู่การเผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งเปิดเผยวิธีการลดกลิ่นสาบของเฟอเรทไว้ว่า ควรอาบน้ำไม่เกินเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยเลือกใช้แชมพูสำหรับสัตว์เล็กหรือสำหรับเฟอเรทโดยเฉพาะ เพราะถ้าหากผิวแห้ง เฟอเรทก็จะสร้างน้ำมันมาเคลือบผิว ซึ่งทำให้เฟอเรทมีกลิ่นหม็นมากยิ่งขึ้น หรือใช้เพียงผ้าเช็ดอนามัยสำหรับสัตว์เลี้ยงก็พอ โดยหมั่นเช็ดตามตัว บริเวณท้อง โคนหาง จะช่วยลดกลิ่นได้ รวมถึงการใส่ผ้าในกรงที่ช่วยซับกลิ่นในกรงทุกวัน ใช้แป้งสำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กโรยตัว ที่สำคัญคือ การรักษาความสะอาดในกรงและการเลือกที่ตั้งกรงเลี้ยงเฟอเรทในบริเวณที่อากาศ ถ่ายเทได้สะดวก

          ส่วนการเลี้ยงเฟอเรทขั้นเบื้องต้น ควรเตรียมกรงที่มีความแข็งแรง ไม่เป็นสนิมง่าย และมีพื้นที่มากพอให้มันได้ปีนป่ายเล่น มีภาชนะสำหรับอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด แนะนำให้ใช้ถ้วยกระเบื้องหรือชามดินเผาที่ค่อนข้างหนัก (เฟอเรท ชอบดื่มน้ำจากในชามมากกว่าดื่มน้ำจากตัวดูดน้ำที่ติดข้างกรง) หมั่นเปลี่ยนน้ำและอาหารทุกวัน ส่วนห้องน้ำสำหรับเฟอเรทนั้นผู้เลี้ยงสามารถใช้กระบะทรายที่ใช้เป็นห้องน้ำ สำหรับแมวหรือกระต่ายวางไว้ในกรงก็ได้ เพื่อฝึกให้เฟอเรทขับถ่ายเป็นที่

          ที่นอนสำหรับเฟอเรท ผู้เลี้ยงนิยมใช้เบาะนอนของสุนัขหรือแมว อาจใช้เปลของเฟอเรทหรือใช้ผ้าปูในกรงก็ได้ แต่ต้องหมั่นซักทำความสะอาดและตากแดดอยู่เสมอเพื่อบรรเทากลิ่น อย่าลืมวางลูกปิงปอง ลูกกอล์ฟ หรือ ท่อน้ำชนิดแข็ง หรือของเล่นสำหรับสุนัขและแมวที่ทนต่อการกัดแทะไว้ในกรงเพื่อเป็นของเล่นให้ เจ้าแสนซนด้วย ซึ่งภาพถ่ายจากบรรดาสมาชิกที่นำภาพมาอวดโฉมกันนั้นเห็นชัดถึงความน่ารักของ เฟอเรทได้อย่างดี ส่วนใหญ่เฟอเรทจะสวมบทบาทเจ้าขนฟูที่ซุกซนอยู่ในบ้าน บางรายเลี้ยงจนคุ้นเคย สามารถฝึกเข้ากับสายจูงแล้วพาไปเที่ยวเตร่ข้างนอกกลายเป็นสัตว์เลี้ยงพกพาไป อีกแบบ แต่ต้องระมัดระวังอันตรายจากสัตว์ชนิดอื่นพอสมควร

          สมาชิกบางคนเลี้ยงเฟอเรทมานานหลายปีจนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้เอง อย่างเช่น คุณวิรุตม์ โสติผล หรือ คุณกานต์ หนุ่มเชียงใหม่ที่ใฝ่ฝันอยากเลี้ยงเฟอเรทมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็รอจนโตพอที่จะรับผิดชอบชีวิตสัตว์เลี้ยงได้ จึงสามารถเลี้ยงเฟอเรทจนถึงปัจจุบัน โดยศึกษาข้อมูลจากชุมชนออนไลน์และเว็บไซต์ต่างประเทศ ซึ่งมีผู้เลี้ยงเฟอเรทอยู่หลายกลุ่ม กลุ่มแรกเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้าน กลุ่มที่สองคือ เลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์ เป็นชาวไร่ชาวนาที่เลี้ยงไว้จับนกจับหนู ส่วนอีกกลุ่มเลี้ยงเพื่อใช้ทำขนเสื้อ นอกจากนี้ ยังมีชมรม AFA (American Ferret Association) ของสหรัฐอเมริกา เป็นมูลนิธิให้การช่วยเหลือเฟอเรทที่ถูกทอดทิ้ง

          "แต่บ้านเรายังไม่ แพร่หลายมากนัก เพราะเฟอเรทส่วนใหญ่ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จะทำหมันมาแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ทำหมันมันก็จะมีความเสี่ยงเรื่องฮอร์โมนเป็นพิษ อาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพ บางคนก็เลี้ยงไม่ถูกวิธี บางคนเลี้ยงได้นานแต่ก็ไม่มีลูก ผสมไม่ติด ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าแปลก ตอนนี้หากมองในแง่เชิงพาณิชย์สำหรับเฟอเรทก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอยู่ เพราะผู้เลี้ยงในเมืองไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะปัญหาด้านสุขภาพ และกลุ่มผู้เลี้ยงที่ยังไม่กว้างขวางมาก ยังเพาะพันธุ์ได้น้อย โดยเฟอเรทนำเข้า ปัจจุบันอยู่ที่ตัวละ 4,500-8,500 บาท ถ้าเป็นลูกเพาะในไทย จะเริ่ม 4,000-6,000 บาท ซึ่งมีข้อได้เปรียยบด้านสุขภาพมากกว่า เพราะเกิดในเขตร้อน มีการปรับตัวตั้งแต่เด็ก"

          ด้วยใจรัก คุณกานต์จึงสนใจเรื่องสุขภาพเฟอเรทเป็นพิเศษ โดยเริ่มจากการนำเข้าเฟอเรทจากประเทศฮอล์แลนด์ซึ่งไม่ถูกทำหมันมาก่อนมา เลี้ยงเล่น จากนั้นก็เสาะหาเฟอเรทที่เกิดในไทย ซึ่งหาได้ยากมาเลี้ยงเพิ่ม ผ่านไป 5 ปี น้องๆ เฟอเรทของเขาจะออกลูกหลานมาให้ชื่นใจ

          "เฟอรเรท สามารถผสมพันธุ์ข้ามคู่ ข้ามสี ได้ โดยมีช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมจะเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ หลังจากผสมแล้วไข่จะตกภายใน 30-40 ชั่วโมง ถ้าอยากให้ได้ผลที่แน่นอน ควรให้เวลาอยู่รวมกันอย่างน้อย 10 วัน จากนั้นให้แยกตัวผู้หรือตัวเมีย ไม่เช่นนั้นอาจจะหลุด เพราะเล่นกันเอง หลังจากนั้น ถ้าตัวเมียท้องจะเห็นความแตกต่างราว 2-3 สัปดาห์ต่อมา คือท้องใหญ่ขึ้น เห็นราวนมชัดขึ้น เฟอเรทตั้งท้อง 40-50 วัน มีลูกปีละ 1-2 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่ในไทยจะเกิดลูกเพียงปีละครั้ง ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับอากาศร้อน ถ้าเป็นเมืองนอกอากาศเย็นจะผสมพันธุ์ได้ดีกว่า จำนวนลูก 1-12 ตัว โดยเฉลี่ย 6-7 ตัว ต่อครอก

          ในช่วง 30 วัน หลังคลอด แม่เฟอเรทจะดูแลลูกเองทุกอย่างและหวงลูกมาก หลังจากนั้น ฟันลูกเฟอเรทจะเริ่มขึ้นและสามารถหากินตามแม่เฟอเรทได้" คุณกานต์ เผยเทคนิคการขยายพันธุ์

          อ่อ...เกือบ ลืมเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเลี้ยงสัตว์ สำหรับเฟอเรทคุณกานต์แนะนำให้ใช้อาหารแมวชนิดเม็ด เกรดคุณภาพ ควรมีเนื้อสัตว์ต้มสุกชิ้นเล็กๆ เสริมด้วย เนื่องจากเฟอเรทเป็นสัตว์กินเนื้อต้องการโปรตีนสูงมาก (อาหารสำเร็จที่ใช้ควรมีโปรตีนตั้งแต่ 36% - 40% ไขมัน 20% และกากไม่ควรมากกว่า 3%) แต่ไม่ควรให้อาหารที่มีส่วนผสมของแป้ง นม และน้ำตาล หรือผัก เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อระบบการย่อยอาหารของเฟอเรท
สัตว์เลี้ยงหายากในฉบับนี้คือเจ้าเฟอเรท ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่หายากและมีราคาสูงอีกตังหาก